วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง: Letters from the Wasteland

สวัสดีครับ
จากคราวที่แล้ว ที่ได้แนะนำเพลง Hand Me Down ของวง The Wallflowers ให้คุณผู้อ่านลองฟัง ปรากฎว่ามีคนขอเพิ่มอีกเพลงนึง จากวงเดียวกันครับ  

Letters from the Wasteland: เป็นเพลงร๊อคที่เล่าเรื่องราว โดยใช้ภาษากึ่งวรรณกรรม ที่มีการเปรียบเทียบเปรียบเปรย และมีการเล่าเรื่องแบบตัดฉาก สลับไปโน่นที มานี่ที  ซึ่งทำให้ผู้ฟังต้องคอยคิดจินตนาการตามไปตลอดเวลา  

เพลงนี้จะเล่าถึงผู้ชายคนหนึ่งที่โดนผู้หญิงทอดทิ้งไป แต่ชายคนนี้ก็ยังตัดใจจากผู้หญิงไม่ขาด และยังเฝ้ารอให้ผู้หญิงที่เค้ารัก กลับมาคืนดีกัน  ประโยคนึงในเพลง ที่บอกว่า "send back letters from the wasteland home where I slow dance to this romance on my own."  เป็นการเปรียบเทียบความรักของชายหนุ่มคนนี้ว่า การที่เขาให้ความรักไปแล้ว ถึงฝ่ายหญิงจะไม่ใยดี เขาก็ยังพยายามงอนง้อต่อไป ซึ่งก็เหมือนจดหมายที่ส่งไปแล้ว แต่ถูกตีคืน (เพราะไม่มีผู้รับปลายทาง) แต่เขาก็ยังคอยส่งจดหมายต่อไปอยู่เสมอ  แถมยังย้ำด้วยว่า เขาส่งจดหมายจากดินแดนที่แสนจะอ้างว้างห่างไกล ที่ที่เขาต้องเต้นรำกับบทเพลงที่แสนโรแมนติกอยู่อย่างเดียวดาย  (ตามปกติ เราจะเต้นรำกันเป็นคู่ เช่นการเต้นแทงโก้)

นอกเหนือจากประโยคไฮไล้ท์ด้านบนแล้ว มีเนื้อร้องของเพลงนี้อยู่อีกท่อนนึงที่น่าสนใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าคนแต่งเพลงจะทำการบ้านได้ลึกซึ้งขนาดนี้  เนื้อร้องท่อนนี้มีอยู่ว่า

“In this smoke-filled waiting room
With incarcerated love sick fools
I will wait for you to cut me loose”

ที่ผมคิดว่ามันลึกซึ้ง ก็เพราะผู้แต่งผูกโยงเนื้อเพลงเข้ากับเรื่อง smoke-filled waiting room  ซึ่งเรื่องนี้เป็นงานวิจัยทางด้านจิตวิทยา ในปี ค.ศ. 1968 ครับ งานวิจัยนี้ว่าด้วยเรื่องของ group pressure (แรงกดดันของคนหมู่มาก)  งานวิจัยนี้สรุปจากการทดลองหลายๆ ครั้งว่า หากทดลองให้คนคนเดียวนั่งทำงานในห้อง แล้วอยู่ๆ มีควันพ่นเข้ามาในห้อง คนคนนั้นก็จะออกจากห้องไปแจ้ง หรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ที่อยู่ด้านนอกห้อง  แต่หากทดลองให้คนหลายๆ คนนั่งทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วมีควันพ่นเข้ามาในห้อง  ถ้าคนส่วนใหญ่ในห้องไม่มีปฏิกิริยาอย่างไร (รู้สึกเฉยๆ) ต่อควันที่พ่นเข้ามา  ถึงแม้ว่าคนส่วนน้อยในห้องรู้สึกว่าควันที่พ่นเข้ามาในห้องมันเป็นเรื่องผิดปกติ แต่เมื่อเห็นคนส่วนใหญ่เฉยๆ กับควัน  คนส่วนน้อยนั้นก็จะทนนั่งดมควันอยู่ โดยไม่ออกไปแจ้ง หรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นที่อยู่ด้านนอกห้อง  เขาจะนั่งอยู่จนกว่าเขาจะทำงานเสร็จ (หรือหมดเวลา)  ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ เมื่อเราเห็นคนอื่นเฉยๆ กับเหตุการณ์แปลกๆ ใดใด เราก็เลยรู้สึกลังเลว่ามันอาจเป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติ เราก็เลยอยู่เฉยๆ ไปด้วย  หรือไม่ก็ เราจะรอจนกว่าจะมีใครเป็นคนเริ่มมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนั้นก่อน (คือทุกคนได้แต่รอให้คนอื่นเป็นผู้เริ่มก่อน ซึ่งบ่อยครั้งจะไม่มีใครเป็นคนเริ่มเลยเสียด้วยซ้ำ)

ทีนี้ผู้แต่งเพลงก็เลยจับเอาหัวข้องานวิจัยนี้มาอุปมาอุปไมยในเพลง ว่าตัวละครในเพลงนี้ก็เหมือนกับคนที่นั่งอยู่ในห้อง smoke-filled waiting room ท่ามกลางกลุ่มคนที่งมงายในความรักอีกหลายๆ คน และถึงแม้ว่าตัวเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เขาก็ไม่ได้ร้องขอให้ใครอื่นมาช่วยเหลือ  ได้แต่เฝ้ารอให้เธอคนเดียวเท่านั้นมาช่วยเหลือ

แหะ แหะ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งอาเจียนนะครับ  ไปฟังเพลงกันก่อน รับรองได้ว่าสนุก ฟังแล้วอารมณ์ดีเลยครับ 

หมายเหตุ  ในขณะที่ฟังเพลงนี้ ผมลองนั่งจินตนาการตามเพลงไปว่า หากผมเป็นคนแต่งเพลงนี้ และกำลังเล่าถึงเรื่องราวของตัวละครผู้ชายคนหนึ่ง จากเนื้อเพลงโดยรวม ตัวละครนี้น่าจะเปรียบได้กับอะไร  จากที่ได้ปรึกษากับน้องที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ เค้าบอกว่าอาชีพของชายหนุ่มคนนี้คือ ชาวนา ครับ  ส่วนผมเอง ผมคิดว่าเป็น ผู้คุมนักโทษ
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าตัวละครในเนื้อร้องของเพลงนี้คืออะไร   ผมรอฟังความคิดเห็นของทุกคนอยู่นะครับ 


ขอบคุณ และสวัสดีครับ





Lyrics: Letters from the Wasteland (The Wallflowers)

Now coming down out of this swan dive to your arms
I make no sounds when I move through your reservoir

But I wake up quick
And I wake up sick
As you....
Abandon me into these fields of rank and file

Through this crowd I hear your breathing
Through these bars I watch them bring more in

Now I send back letters from the wasteland home
Where I slow dance to this romance on my own
It may be two to tango
But boy, it's one to let go
It's just one to let go

Now boy keep still
Now don't spread yourself around
Now get back in line
Eat your bread and just work the plow
'Cause you're not through
They're not done with you
Did you... think you were the only one that's been let down?

So, sleep tight little boys of the new damned
Another drop in the tidal wave of quicksand
Now I send back letters from the wasteland home
Where I slowdance to this romance on my own
It may take two to tango
But boy, it's one to let go

Now another bad idea gets through
Down the assembly line to you
You're every bridge I should have burned
Every lesson I've unlearned

In this smoke-filled waiting room
With incarcerated love sick fools
I will wait for you to cut me loose

But 'till then I'll...
Send back letters from wasteland home
Where I slowdance to this romance on my own
Now I send back letters from the wasteland home
From where I slowdance to this romance on my own


วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง: Hand-me-down

วันนี้มาชวนไปฟังเพลงเพราะอีกเพลงนึงนะครับ  เพลงนี้สะดุดใจผมตั้งแต่เห็นชื่อเพลงแล้วครับ

ชื่อเพลง "Hand me down" แปลว่า ของมือสอง หรือของใช้แล้ว ซึ่งจะใช้กับสินค้า หรือคน ก็ได้ครับ โดยถ้าใช้กับคน ก็จะสื่อความรู้สึกของผู้พูดไปในทางลบ ถากถาง เช่น ผู้ชายมือสอง ผู้หญิงมือสอง  แต่ถ้าใช้กับสินค้า เช่น เสื้อผ้า ก็หมายถึงเป็นของมือสอง ที่เราไปซื้อมาใช้อีกทอดนึง ครับ

สำหรับความหมายของเพลงนี้ ก็มีคนตีความแตกต่างกันไป เป็นสองความคิดเห็นครับ  กระแสนึงก็บอกว่าเป็นการพูดถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนักระหว่างพ่อกับลูก ที่ผู้พ่อ (ในที่นี้คือ Bob Dylan นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง) ประสพความสำเร็จมากในอาชีพ และไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัว  จึงเป็นสาเหตุให้  Jacob Dylan (คนที่แต่งและร้องเพลงนี้ ซึ่งเค้าเป็นลูกชายของ Bob Dylan) เติบโตขึ้นมาแบบไม่ค่อยสนิทสนมกับพ่อนัก และ Jacob จึงแต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพื่ออุปมาอุปไมยความรู้สึกของเค้าที่มีต่อพ่อ

ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อร้องของเพลงนี้อีกกระแสนึง ก็ตีความแบบตรงไปตรงมาจากเนื้อเพลงเลย ซึ่งก็คือ เนื้อเพลงพูดถึง ตัวตุ๊กตาที่ตั้งโชว์ไว้ ว่ามันเป็นของที่ไม่ค่อยมีค่าในสายตาและความคิดของเจ้าของอีกต่อไป ดังนั้นเจ้าของก็จะเอาไปขายและหาซื้อตัวใหม่มาแทน

แล้วคุณผู้อ่านคิดอย่างไรกับเนื้อหาของเพลงนี้กันบ้าง ก็โปรดให้ความคิดเห็นกันด้วยนะครับ :)




Lyrics: Hand me Down (by The Wallflowers)

You won't ever amount too much
You won't be anyone
Now tell me what you were thinking of
How could you think you would be enough
It's not that you have stayed too long
And it's not that you've done something wrong
It's not your fault
That you embarass us all

You're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you won't ever make us proud

You've been used by an army of kings
You've been touched by lips of a queen
Now we've all made good use of you
But you won't be needed again

So why don't you move and let someone else in
And make some room for a new harlequin
'Cause you never know
When you'll disappoint us again

You're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you won't ever make us proud

Now you're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you could never make us proud
Hand me down

Now look at you with your worn out shoes
Living proof evolution is through
We're stuck with you
Revolution is doomed

'Cause you're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you could never make us proud

You're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you won't ever make us proud.

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สำนวนไทย: จับได้คาหนังคาเขา

เมื่อวานผมได้ดูหนังต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ที่ตัวเอกของเรื่องพาเด็กไปเดินเที่ยว แล้วเด็กเกิดปวดฉี่ขึ้นมากะทันหัน เขาจึงพาเด็กไปขอเข้าห้องน้ำที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า บริกรของร้านไม่ยอมให้เข้า พร้อมกับไล่ให้ไปที่อื่น  ด้วยความโกรธ พ่อหนุ่มนั่นจึงพาเด็กไปยืนฉี่ใส่ประตูไม้หรูที่ด้านข้างของร้านอาหารนั้นซะเลย (นัยว่าเพื่อเป็นการระบายแค้น)  ทีนี้เด็กฉี่ไม่ออก เพราะความกลัวหรือความอายก็ไม่ทราบได้  พ่อหนุ่มเลยยืนฉี่เป็นเพื่อน  ขณะที่กำลังยืนฉี่กันอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น บริกรของร้านก็เดินมาจ๊ะเอ๋เข้าพอดี

เหตุการณ์อย่างนี้แหละครับที่เรียกว่า (ถูก)จับได้คาหนังคาเขา

สำหรับที่มาของสำนวนไทยนี้ สันนิษฐานว่ามาจากในสมัยก่อน ที่มีโจรลักวัวควายเขาฆ่า (เพื่อเอาเนื้อ หนัง และเขาไปขาย)  แล้วโจรถูกจับได้ โดยที่หนังและเขายังคามืออยู่  หมายความว่าทำผิดแล้วถูกจับได้ พร้อมของกลางอยู่ที่ตัว (หรือมีหลักฐานอยู่ตรงหน้า หรือเห็นการกระทำผิดซึ่งหน้า) ครับ

ส่วนสำนวนภาษาอังกฤษที่ตรงกับสำนวนไทยนี้ก็คือ Catch Red-handed ครับ แต่เวลานำไปใช้ เรามักจะใช้ว่า Caught red-handed ครับ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ เรามักจะใช้มันในรูป passive voice (ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ) ครับ ยกตัวอย่างเช่น  The thief was caught red-handed. (เจ้าหัวขโมยถูกจับได้คาหนังคาเขา)

ครับ ไหนไหนก็พูดเรื่อง Catch (กับ Caught) แล้ว ผมขอแถมอีกสำนวนนึงก็แล้วกัน  Catch with One’s Pants Down  สำนวนนี้หมายถึง การตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าละอาย หรือน่าขายหน้า ครับ ซึ่งดูที่คำที่ใช้ว่า pants down ก็แปลว่ากางเกงหลุด นี่ก็พอจะเดาความหมายได้แล้วว่าต้องขายหน้าแน่นอน  และเวลาที่คุณผู้อ่านนำไปใช้ ก็จะต้องใช้หลักการเดียวกันกับสำนวนแรกเช่นกันครับ คือ ต้องใช้ในรูป passive voice ยกตัวอย่างเช่น The singer did not prepare well, therefore he was caught with his pants down at the concert.  (นักร้องคนนั้นเตรียมตัวมาไม่ดี ดังนั้นเขาจึงต้องขายหน้ากลางงานแสดงคอนเสิร์ต)

สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง: Studebaker (by Warren Zezon)

สำหรับอาทิตย์นี้ก็ยังคงนำเสนอเพลงเพราะมาให้ทุกท่านได้ฟังกันนะครับ

เพลง Studebaker นี้เป็นการรำพึงรำพันของนักร้อง เกี่ยวกับรถยนต์คู่ใจที่ "สวยแต่รูป จูบไม่หอม"  :)   สามวันดี สี่วันเจ๊ง จะขับไปไหนที เดี๋ยวไอ้นั่นก็เสีย ไอ้นี่ก็พัง

ซึ่งถ้าอ่านแต่เนื้อเพลงอย่างเดียว ทุกท่านก็คงจะขอผ่าน เพราะไม่น่าสนใจซะเลย แต่ทีเด็ดของเพลงนี้คือดนตรีครับ เมโลดี้สวยงามมาก ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าเนื้อร้องจะสวนทางกับดนตรีขนาดนี้  พอฟังไปฟังไปบ่อยๆ เข้า ก็เลยทำให้เข้าใจผู้แต่งเพลงนี้แล้วว่า ความรู้สึก "ทั้งรัก ทั้งเจ็บ" เป็นยังไง

ลองไปฟังกันดูนะครับ :)




                    Studebaker
Originally recorded by Warrens son Jordan for the "Enjoy Every Sandwich" tribute album, 
this is a song that Warren wrote and never released.

G D Em C G D Em C

    G                               D
I left my home in Monterey, just another low prospects man
     Am                                 Em
I'd rather work in a foundry than put fishes in a can
     C                 G                D
I'm thirty-five and I haven't traveled far
          Am                                     Em   C
And I've spent all my money on this misbegotten car

    Bm                         C
I'm up against it all like a leaf against the wind
           C        Em                 C
And this Studebaker keeps on breaking down again
    Am   G    D         C        G
My Studebaker keeps on breaking down again
   G7                                C
I thought I'd go to Fresno just to see my friend
        D    G    C     G        D             G
But my damn Studebaker keeps on breaking down again

D Em C G D Em C

        G                                     D
I was speeding south on ninety-nine when the manifold started smokin'
   Am                            Em            C
I ran her off the shoulder, and now the axle's broken
                      G                     D
It made a sound that cracked my heart in half
          Am                             Em   C
And with only half a half pint of vodka left

I'm up against it all like a leaf against the wind
And this Studebaker keeps on breaking down again
My Studebaker keeps on breaking down away
I thought I'd go to Fresno just to see my friend
But my damn Studebaker keeps on breaking down again

G D Em C G D Em C

     G         Em                 C
My Studebaker keeps on breaking down again
    Am   G     D        C        G
My Studebaker keeps on breaking down again
    G7                                 C
I thought I'd go to Fresno just to see my friend
        D     G   C      G       D              G
But my damn Studebaker keeps on breaking down again

G D Em C G D Em C

Thanks to the lyrics source: http://tabs.ultimate-guitar.com/w/warren_zevon/studebaker_crd.htm

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง: Don't Let Us Get Sick

เพลงความหมายดีๆ มีมาให้ฟังอีกแล้วครับ คราวนี้เป็นเพลงของ Warren Zevon ชื่อเพลงว่า
Don't Let Us Get Sick.

สำหรับเพลงนี้ ผมขอตั้งชื่อเพลงเป็นภาษาไทยเองว่า  คำอธิษฐานของหนูน้อย
เนื้อเพลงอยู่ด้านล่างนะครับ สังเกตุเนื้อเพลงท่อนที่สอง ที่เขียนว่า "I thought of my friends
And the troubles they've had. To keep me from thinking of mine." ซึ่งพอจะแปลหลวมๆได้ว่า "ความทุกข์ที่เพื่อนของหนูได้รับ มันทำให้หนูลืมความทุกข์ของหนูไปเลย" ความหมายของมันก็ค่อนข้างตรงตัวและใช้เตือนใจเราได้ดี ว่าถ้าเราคิดว่าเราทุกข์สุดๆแล้ว ให้ลองมองผู้คนรอบๆตัวบ้าง แล้วเราอาจจะเห็นว่ามีคนที่ทุกข์หนักกว่าเราอีกมากมาย
สุขและทุกข์อยู่ที่ใจครับ ขอให้มีความสุขกันทุกคนนะครับ


"Don't Let Us Get Sick" by Warren Zevon, Sang by Jill Sobule

Don't let us get sick
Don't let us get old
Don't let us get stupid, all right?
Just make us be brave
And make us play nice
And let us be together tonight

The sky was on fire
When I walked to the mill
To take up the slack in the line
I thought of my friends
And the troubles they've had
To keep me from thinking of mine

Don't let us get sick
Don't let us get old
Don't let us get stupid, all right?
Just make us be brave
And make us play nice
And let us be together tonight

The moon has a face
And it smiles on the lake
And causes the ripples in Time
I'm lucky to be here
With someone I like
Who maketh my spirit to shine

Don't let us get sick
Don't let us get old
Don't let us get stupid, all right?
Just make us be brave
And make us play nice
And let us be together tonight.

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ภาษาอังกฤษวันละนิด: ศัพท์ทางการทหาร ตอนที่ 2

สวัสดีครับ  ครั้งนี้เรามาต่อภาค 2 เกี่ยวกับศัพท์ทางการทหารกันนะครับ

Rendezvous: คำนี้มาจากคำฝรั่งเศส ครับ จึงอ่านออกเสียงเป็น ร้อน-เด่-หวู่  แปลว่า จุดนัดพบ

Klick เป็นคำแสลงทางการทหารของคำว่า Kilometer ครับ ซึ่งก็คือ กิโลเมตร นั่นเอง คำนี้มีการใช้กันมากในช่วงสงครามเวียตนาม ครับ

Affirmative: คำนี้เป็นการขานรับคำสั่ง หรือคำขอร้อง ว่าจะปฏิบัติตามที่ร้องขอ  เป็นคำที่นำมาใช้ในทางการทหารแทนคำว่า ok หรือ yes นั่นเองครับ

Recon: คำนี้เป็นคำย่อมาจากคำว่า reconnaissance หมายถึง การลาดตระเวณ การสอดแนม (เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับข้าศึก และ/หรือ สมรภูมิรบ)

Roger: รับทราบ เรามักจะได้ยินเค้าพูดคำนี้ในเวลาที่ติดต่อกันทางวิทยุสื่อสารครับ คำนี้ใช้เพื่อเป็นการยีนยันว่าได้รับและเข้าใจข้อความที่ผู้พูดอีกฝั่งส่งมา ครบถ้วน

SAM: คำนี้อ่านเป็น "แซม" ได้เลยครับ SAM เป็นคำย่อมาจากคำว่า Surface-to-Air Missile แปลว่า จรวดนำวิถีจากภาคพี้นสู่อากาศ ครับ (แต่คำนี้ไม่ได้มาจากหนังเรื่อง I am Sam นะครับ  "แซม" ในหนังเป็นชื่อของตัวเอกของเรื่องครับ) สำหรับเรื่องจรวดนำวิถีนั้นก็ไม่ได้มีแต่จากภาคพื้นสู่อากาศนะครับ จรวดจากอากาศสู่ภาคพื้นก็มี ซึ่งเค้าเรียกว่า Air-to-Surface Missile  คำย่อก็คือ ASM (อ่านตรงตัวว่า เอเอสเอ็ม) นั่นเอง หรือจะใช้อีกคำหนึ่งก็ได้ คือ Air-to-Ground Missile (AGM อ่านว่า เอจีเอ็ม) ครับ

coup de grace เป็นคำฝรั่งเศสอีกคำหนึ่งครับ อ่านว่า คู-เดอ-กราซ  แปลเป็นภาษาอังกฤษตรงตัวว่า "blow of mercy" การฆ่าเพื่อจบชีวิตคนที่กำลังทรมานจากอาการบาดเจ็บ  (ทำนองว่า ยิงนัดเดียวให้ตายสนิท จะได้ไม่ทรมาน)

coup d'état คำนี้ก็เป็นภาษาฝรั่งเศสอีกเช่นกันครับ อ่านว่า คู-เด-ท่า  คำนี้จะฮิตในประเทศไทยของเราเป็นช่วงๆ ครับ และเรามักจะเห็นในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ  คำนี้แปลว่า การรัฐประหาร ครับ ซึ่งหมายถึงการล้มล้างรัฐบาลที่บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น ครับ

และคำสุดท้ายสำหรับหัวข้อในวันนี้ก็คือ stand fast  คำนี้เป็นคำสั่งครับ เป็นการสั่งให้หยุดการกระทำที่กำลังทำอยู่นั้นทันที เรามักจะได้ยินผู้บังคับบัญชาใช้คำนี้กับผู้ใต้บังคับบัญชาครับ

สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภาษาอังกฤษวันละนิด: ศัพท์ทางการทหาร ตอนที่ 1

ครับ ช่วงนี้ผมได้ดูหนังแนวสงครามของฝรั่งหลายเรื่อง และรู้สึกว่ามีศัพท์ทางการทหารที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย  ผมก็เลยขอนำเสนอคำศัพท์ที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

เรามาเริ่มกันด้วยคำว่า mission กันนะครับ  คำนี้โดยทั่วไปจะแปลว่า งานหรือหน้าที่ที่มอบหมายให้บุคคลหรือกลุ่มคนไปกระทำ หรือถ้าจะแปลให้กระชับก็ใช้คำว่า ภารกิจ ครับ

วลีที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ในหนังแนวสงคราม ที่มีคำนี้ปนอยู่ด้วยก็คือ Mission Accomplished ซึ่งแปลว่า ปฏิบัติภารกิจลุล่วงแล้ว  และอีกวลีหนึ่งที่ได้ยินบ่อยๆ ด้วยก็คือ Mission Aborted ที่แปลว่า ยกเลิกภารกิจ

คำต่อไปคือ ETA  คำนี้เป็นตัวย่อมาจากคำว่า Estimated Time of Arrival  เวลาเราพูด ก็จะพูดว่า อีทีเอ (ไม่อ่านว่า เอต้า นะครับ) คำนี้แปลว่า เวลาที่คาดการณ์ไว้ว่าจะถึงที่หมาย  ยกตัวอย่างเช่น เวลาทหารโดยสารเฮลิคอปเตอร์ไปปฏิบัติภารกิจ  คนขับฮอ (ฮอ คือชื่อย่อของ เฮลิคอปเตอร์) จะประกาศว่า "ETA 15:00 Zulu Time."  อันนี้จะแปลว่า "(ฮอลำนี้จะถึงที่หมายตอน) เวลาประมาณ บ่ายสามโมง"

ในประโยคข้างต้นนี้ก็มีคำที่น่าสนใจอีกสองคำครับ คือการอ่านเวลา 15:00 และคำว่า Zulu Time.  การอ่าน หรือการประกาศเวลาในทางการทหารนั้น เค้ามักจะอ้างอิง เขตเวลาสากล GMT +0 (GMT ย่อมาจากคำว่า Greenwich Mean Time อ่านว่า กรีนิช มีน ไทม์) ซึ่งนั่นก็คือ Zulu Time ครับ  โดยที่คำ Zulu นั้นก็ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรมากไปกว่าว่ามันเป็นการสะกดตัวอักษรภาษาอังกฤษแทนตัว "Z" นั่นเอง (สำหรับวิธีการสะกดชื่ออักษรภาษาอังกฤษ ผมได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ครับ คลิ้กที่นี่ )

สำหรับการอ่านเวลา ทางการทหารจะอ่านเวลาในแบบที่เรียกว่า 24-hour clock  (นาฬิกา 24 ชั่วโมง) ซึ่งในตัวอย่าง 15:00 จะอ่านเป็น fifteen-zero-zero หรือจะอ่านว่า fifteen-hundred ก็ได้ครับ หรือถ้าเป็น 06:00 อันนี้จะอ่านว่า zero-six-zero-zero หรือ zero-six-hundred ก็ไม่ผิดแต่ประการใดครับ แต่คุณผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า เวลาที่เราจะเขียนหรืออ่านเวลาที่มีเลขเดี่ยว (ตั้งแต่ 0-9) เราจะต้องเขียน และอ่านเลข 0 นำหน้าเสมอ ครับ เพื่อเป็นการป้องกันการสื่อสารคลาดเคลื่อน

วันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเรามาต่อภาค 2 กันเร็วๆ นี้ครับ  น่าสนใจไม่แพ้กันแน่ๆ  ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ :)

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภาษาอังกฤษวันละนิด: การสะกดชื่อตัวอักษรภาษาอังกฤษ

สวัสดีครับ
เมื่อหลายวันก่อน ได้มีโอกาสโทรศัพท์ติดต่อกับชาวอเมริกัน แล้วเค้าถามอีเมล์ของผม ผมก็บอกชื่ออีเมล์ของผมไปโดยการสะกดตัวอักษรภาษาอังกฤษออกไปทีละตัว  แต่เมื่อผู้ฟังทวนชื่ออีเมล์ให้ผมฟัง ปรากฏว่าชื่ออีเมล์ผิดครับ

ทีนี้ผมก็เลยนึกขึ้นได้ถึงวิธีการที่เค้านิยมใช้กันเป็นสากล เวลาที่เค้าบอกชื่อกันทางโทรศัพท์ หรือทางวิทยุสื่อสาร ซึ่งในอดีตเค้าใช้วิธีการสะกดคำแบบนี้ในทางการบินและการทหารครับ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในการสื่อสารกัน  

เรามาดูวิธีการกันครับ

อันดับแรก เราต้องทราบก่อนว่า ตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัว (และตัวเลข) จะมีคำที่ใช้ในการบอกแทนว่าอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นตามตารางที่แสดงอยู่ด้านล่างนี้ครับ  ผมแนะนำให้คุณท่องตามตารางนี้ไปใช้ได้เลยครับ

สำหรับคำอ่านที่อยู่ในตาราง ผมพยายามสะกดให้อ่านเป็นสำเนียงที่ใกล้เคียงกับการออกเสียงของคนอเมริกันเลยนะครับ  ตัวสะกดอาจดูแปลกๆ หน่อย แต่ถือว่านำไปใช้ได้ครับ


อันดับต่อมา ก็คือการพูดบอกชื่ออะไรก็ตาม ด้วยการบอกคำอ่านของตัวอักษรเหล่านั้นครับ ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการบอกชื่อของตัวเองออกไปว่า Opas ผมก็จะบอกว่า "My name is OPAS. Let me spell that out for you.  Oscar-Papa-Alpha-Sierra".  วิธีนี้จะช่วยลดความผิดพลาดในการสื่อสารได้มากเลยครับ  โดยเฉพาะหากเราต้องการบอกชื่อยาวๆ เช่น ชื่ออีเมล์  ผมขอยกตัวอย่างโดยใช้อีเมล์ของผมเลยก็แล้วกันนะครับ "My email address is opas.thongsujaritkull@gmail.com.  Let me spell that out for you.  Oscar-Papa-Alpha-Sierra-dot-Tango-Hotel-Oscar-November-Golf-Sierra-Uniform-Juliet-Alpha-Romeo-India-Tango-Kilo-Uniform-Lima-Lima-At Sign-Golf-Mike-Alpha-India-Lima-dot-Charlie-Oscar-Mike."

สำหรับกรณีที่เราบอกอีเมล์ เครื่องหมาย จุด (.) ในอีเมล์เรามักจะเรียกว่า Dot (ดอท) นะครับ และเครื่องหมาย @ นี้ เราจะเรียกว่า At Sign (แอ้ท ไซน์) ครับ  เครื่องหมายทั้งสองอันที่ใช้ในอีเมล์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการกำหนดมาตรฐานตารางรหัสนานหลายปีมาก นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่มีวิธีอ่านเครื่องหมายทั้งสองอันนี้ในตารางด้านบนครับ

และอีกจุดนึงที่อยากจะบอกก็คือว่า สำหรับ ชื่อเมล์เซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ด้านหลัง @ นั้น ถ้าเป็นชื่อที่เราคุ้นเคยกันทั่วไป อย่างเช่น @hotmail.com, @gmail,com, หรือ @yahoo.com เหล่านี้ เราสามารถจะพูดออกไปตามชื่อนั้นได้เลยครับ  เช่น  "My email address is opas.thongsujaritkull@gmail.com.  Let me spell that out for you.  Oscar-Papa-Alpha-Sierra-dot-Tango-Hotel-Oscar-November-Golf-Sierra-Uniform-Juliet-Alpha-Romeo-India-Tango-Kilo-Uniform-Lima-Lima-At Sign-gmail-dot-com ฝรั่งเข้าใจแน่นอนครับ :)

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาอังกฤษวันละนิด: เกมส์ และการละเล่นสำหรับเด็ก

สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่น้องทุกคน
วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของปี พ.ศ. 2554 แล้ว ผมก็ขอส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กันด้วย ศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับ เกมส์ และการละเล่น สำหรับเด็ก นะครับ  
หมายเหตุ: การละเล่นบางอย่างก็เล่นได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ครับ


เรามาเริ่มกันด้วย 
- จ๊ะเอ๋ (เบบี้)  เกมส์ที่เราเอามือปิดหน้า แล้วพอเปิดมือออกให้เห็นหน้า แล้วก็พูดว่า "จ๊ะเอ๋" นั่นเอง  ภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า Peekaboo.


- โป้งแปะ  หากใครนึกไม่ออก ผมบอกให้อีกชื่อก็ได้ เกมส์นี้เราเรียกอีกชื่อนึงว่า เกมส์เล่นซ่อนหา ไงครับ  ภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า Hide-and-seek.

- เป่ายิงฉุบ  ที่เราเหวี่ยงแขนแล้วทำมือเหมือนเป็น ค้อน กรรไกร หรือกระดาษ นั่นแหละครับ ฝรั่งเค้าใช้คำว่า Rock-paper-scissors.

- ปั่นแปะ  อันนี้คือเกมส์ปั่นเหรียญ ทายหัวก้อย นั่นแหละครับ  ภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า Coin flipping.  ส่วนการทายว่า "ออกหัว" หรือ "ออกก้อย" นั้น เค้าจะเรียกว่า Head (หัว) หรือ Tail (ก้อย)  ส่วนเวลาเค้าถามให้เราเลือก เค้าก็จะพูดว่า Head or Tail?

- เกมส์จับไม้สั้น ไม้ยาว อันนี้ผมไม่ค่อยอยากจะเรียกว่าเกมส์ หรือการละเล่น ซักเท่าไหร่ครับ เพราะมันเป็นการเสี่ยงดวงของคนที่จับไม้มากกว่า  ซึงฝรั่งเค้าใช้คำว่า Drawing straws.

- โยนลูกเต๋า อันนี้ก็เป็นการโยนลูกเต๋า ขานแต้ม ครับ ภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า Throwing dices.

- โอ น้อย ออก วิธีเล่นตามแบบของไทย ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า จะล้อมวง แล้วออกมือเป็นคว่ำมือ หรือ หงายมือ  แต่สำหรับของฝรั่งนั้น เค้าจะไม่ใช้วิธีการคว่ำ หรือ หงายมือ  แต่เค้าจะใช้การออกมือเป็น นิ้วเดียว หรือ สองนิ้วครับ  ยกตัวอย่างเช่น หากมีผู้เล่น 10 คน แล้วมีคนออกมือ แบบนิ้วเดียวอยู่ 7 คน และมีคนออกมือ แบบสองนิ้วอยู่ 3 คน ก็แสดงว่าคนที่ออกมือแบบสองนิ้วต้องออกครับ เพราะมีจำนวนคนที่ออกมือแบบสองนิ้วน้อยกว่าจำนวนคนที่ออกมือแบบนิ้วเดียว  การละเล่นนี้ ฝรั่งเค้าเรียกว่า Ones-and-twos.

- งัดข้อ  เกมส์นี้ดังถึงขนาดนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้เลย ภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า Arm wrestling.

- เล่นพันด้าย แบบที่เค้าใช้ด้ายร้อยใส่มือทั้งสองข้าง แล้วใช้นิ้วเกี่ยวด้ายไปมา ให้เป็นรูปลักษณะต่างๆ  เกมส์นี้เรียกว่า Cat's cradle. หรือจะเรียกว่า String figures.  ก็ได้ครับ

- โพงพาง หรือจะเรียกอีกชื่อว่า เกมส์ปิดตา คลำทาย ก็ได้ครับ  ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Blind man's bluff.  หรือจะเขียนแบบนี้ Blind man's buff. (ไม่มี ตัวแอล ที่คำว่า buff) ก็ไม่ผิดครับ

- กระโดดเชือก อันนี้จะออกแนวออกกำลังกายเพื่อสุขภาพครับ แบบที่นักมวยเค้าใช้วอร์มอัพกันนั่นแหละครับ  แบบนี้ฝรั่งเค้าใช้คำว่า Jump rope.

- กระโดดยาง  สำหรับอันนี้เป็นการเล่นที่มีผู้เล่นสองคนจับปลายยางคนละข้าง และถือไว้ที่ระดับความสูงต่างๆ เช่น ที่ระดับข้อเท้า ระดับเข่า ระดับเอว ระดับอก ระดับคอ หรือระดับหัว แล้วให้ผู้เล่นคนอื่นๆ กระโดดข้ามยางให้ได้ (หมายเหตุ: ยางกระโดดนี้ ทำมาจากการนำยางวงมาร้อยเข้าด้วยกันให้เป็นเหมือนเส้นเชือก แต่มีความยืดหยุ่นสูง)  การละเล่นนี้เรียกว่า Jumpsies.

- ตั้งเต เห็นคำนี้แล้วคุณผู้อ่านอาจจะนึกไม่ออกว่าการละเล่นนี้คืออะไร แต่ถ้าบอกอีกชื่อนึงของการละเล่นนี้ หลายท่านต้องร้องอ๋อกันเลยครับ  เรียกว่า ตากระโดด ครับ  ที่เค้าเล่นโดยการกระโดดขาเดียวไปภายในช่องสี่เหลี่ยมที่ขีดขึ้นบนพื้น ขนาด 5 แถว คูณ 2 คอลัมน์ (รวม 10 ช่อง) ทีละช่องอันนี้ ภาษาอังกฤษ เค้าเรียกว่า Hopscotch.

- ลิงชิงหลัก การละเล่นนี้ คุณผู้อ่านคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี  ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Puss in the corner.

- มอญซ่อนผ้า การละเล่นอันนี้ก็เช่นกัน พวกเราน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว  แต่วิธีการเล่นของฝรั่งเค้าจะไม่ใช้ผ้าหรือสิ่งของอะไรวางไว้ด้านหลังครับ ผู้ที่เป็นคนเริ่มเกมส์เค้าจะใช้วิธีการแตะศรีษะและเรียกว่าเป็น เป็ด (Duck) หรือ ห่าน (Goose) แทน  หากใครถูกเรียกว่าเป็น ห่าน (Goose) ก็ต้องลุกขึ้นมาวิ่งไล่แตะ (สระแอะ นะครับ ไม่ใช่ สระเอะ) ผู้ที่เรียกให้ได้  ไม่อย่างนั้น ก็ต้องเป็นแทน  ภาษาอังกฤษของการละเล่นนี้คือ Duck, Duck, Goose.

- เก้าอี้ดนตรี  การละเล่นนี้มีชื่อภาษาอังกฤษที่แปลได้ค่อนข้างตรงตัว คือ Musical chairs.

- มวยปล้ำนิ้วโป้ง เกมส์นี้น่าสนุก แต่จะปวดนิ้วโป้งมากหลังจากที่เล่นเสร็จ  ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Thumb war หรือ Thumb wrestling.

- ทอยเส้น การละเล่นนี้ ฝรั่งเค้าก็มีเหมือนกันครับ เพียงแต่ว่าเค้าไม่ได้ทอยเหรียญไปที่เส้น  แต่ฝรั่งจะใช้วิธีทอยเหรียญไปที่ผนังแทน ใครทอยไปอยู่ใกล้ผนังที่สุด (ต้องให้เหรียญโดนผนังก่อน) ก็เป็นผู้ชนะครับ ภาษาอังกฤษเรียกการละเล่น (พนัน) นี้ว่า Pitching pennies.


- ชักกะเย่อ  ผมไม่แน่ใจว่า การละเล่นนี้ถือเป็นกีฬายอดนิยมอย่างนึงของฝรั่งเค้ารึเปล่า เพราะเค้ามีชื่อเรียกหลายชื่อมากมายเลยครับ เช่น Tug of war, Tug o' war, Tug war,  Rope war หรือ Rope pulling.

มาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ขอขอบคุณมากที่ติดตามอ่านจนจบ

สวัสดีปีใหม่ 2555 ครับ  ปีใหม่นี้ก็ขอให้ทุกคนได้หัวเราะ 555 เหมือนเลขปี พ.ศ. นี้เลยนะครับ

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ภาษาอังกฤษวันละคำ: เกี่ยวกับเครื่องเล่นของเด็ก

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวกับคำภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกเครื่องเล่นของเด็กกัน เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับพวกพ่อแม่ผู้ปกครองบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

เครื่องเล่นของเด็ก ในที่นี้ ผมหมายถึง อุปกรณ์ที่มีไว้ให้เด็กๆ เล่นกันในสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น หรือในโรงเรียนครับ  ในภาษาอังกฤษ เค้าจะเรียกสถานที่ที่มีเครื่องเล่นเหล่านี้ว่า Playground ซึ่งเครื่องเล่นเหล่านี้ นอกจากจะให้ความสนุกสนานกับเด็กๆ แล้ว ก็ยังทำให้เด็กๆ ได้ออกกำลังกาย สร้างความแข็งแรง และเพิ่มจินตนาการจากการเล่นด้วย

เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างครับ และถ้าจะให้ผมอธิบายลักษณะเครื่องเล่นแต่ละอย่างเป็นคำพูด ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านปวดหัวกันไปใหญ่ ดังนั้นผมจะลงรูปประกอบเลยก็แล้วกันนะครับ :)


picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:Seesaw-aa.jpg

slide = กระดานลื่น
 
  picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:Slide_in_Parque.jpg

monkey bars = ราวโหน

 picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:ManonMonkeyBars.jpg

sandbox = บ่อทราย
 
 picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:Sandpit.jpg

merry-go-round = ม้าหมุน

 
 picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:W.F._Mangels_Kiddie_Galloping_Horse_Carrousel.jpg

swing = ชิงช้า


picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:Little_girl_on_swing.jpg

Ferris wheel = ชิงช้าสวรรค์

 
 picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:Wiener_Riesenrad_DSC02378.JPG

jungle gym คำนี้ยังไม่มีคำเรียกเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการครับ ดังนั้นผมขอเรียกทับศัพท์ว่า จังเกิ้ลยิม นะครับ

 picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:Jungle-gym.jpg

 spring rider คำนี้ก็ยังไม่มีคำเรียกเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการครับ ดังนั้นผมขอเรียกว่า ม้าสปริง ก็แล้วกันนะครับ :)

picture source:http://en.wikipedia.org/wiki/File:Hemelrijken10a.jpg




ท้ายนี้ขอขอบคุณเจ้าของภาพประกอบทั้งหมดของเวบนะครับ  Thank you to owners of these pictures on this page.

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

ภาษาอังกฤษวันละคำ: address ไม่ใช่แปลได้แค่ว่า "ที่อยู่" :D

สวัสดีครับ วันนี้ภาษาอังกฤษวันละคำ ขอเสนอคำว่า address

สำหรับพวกเราที่เป็น (หรือว่าเคยเป็น) นักเรียนคงจะทราบกันดีว่าคำนี้แปลว่า "ที่อยู่"
ถ้าให้สำนักโพลสวนลุมฯ มาทำโพลสำรวจความคิดเห็นคนไทยร้อยคน ว่า address แปลว่าอะไร ผมเชื่อว่ามากกว่าแปดสิบคนจะต้องบอกว่า "ที่อยู่" แหงๆ :)  ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับ เพราะว่าพวกเราเรียนกันมาอย่างนี้  เราเรียนกันมาว่า คำว่า address เป็นคำนาม (noun) และแปลว่า "ที่อยู่"

อันที่จริง คำนี้ก็เป็นคำกริยา (verb) ด้วยเช่นกัน และแปลได้ความหมายอีกหลายอย่าง ดังตัวอย่างด้านล่างนี้ครับ


Address ในรูปของคำกริยา (verb) แปลว่า
1. "จ่าหน้าซอง (<-- หมายถึง เขียนที่อยู่ผู้รับบนซองจดหมาย หรือพัสดุไปรษณีย์)" ดังเช่นในตัวอย่างประโยค I have addressed the letter, but it needs a stamp.  ผมจ่าหน้าซองแล้ว แต่ยังไม่ได้ติดแสตมป์

2. "รับมือกับ" หรือ "เข้าไปดูแล" ดังเช่นในตัวอย่างประโยค We need to address important issues.  เราต้องรับมือกับปัญหาสำคัญๆ เหล่านั้น

3. "นำ (เขา/เธอ) ไปสู่" ดังเช่นในตัวอย่างประโยค What she did addressed herself to the problem.  สิ่งที่เธอกระทำ นำตัวเธอไปสู่ปัญหา

4. "ส่ง (ยื่น) ให้โดยตรง"  ดังเช่นในตัวอย่างประโยค He addressed his petition to the Prime Minister.  เขายื่นจดหมายร้องเรียนให้นายกรัฐมนตรี

5. "คุย" ดังเช่นในตัวอย่างประโยค He addresses only to his girlfriend.  เขาคุยกับเพื่อนหญิงของเขาคนเดียว (ไม่สนใจคนอื่น)

6. "เรียก" ดังเช่นในตัวอย่างประโยค I addressed him as "sir". ผมเรียกเขา(อย่างให้เกียรติ)ว่า "ท่านครับ".

7. "กล่าวสุนทรพจน์" ดังเช่นในตัวอย่างประโยค  The Prime Minister addressed the crowd. นายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชน

สำหรับความหมายในข้อที่ 7 นั้นน่าสนใจมาก ตรงที่ว่า หากเป็นการพูดที่ดี มีหลักการ มีสัจจะ และสาระในคำกล่าว ถึงจะใช้คำนี้ได้

แต่หากเป็นการพูดที่ไม่มีสาระ หลอกลวง ไร้สัจจะ ล่ะก็ ต้องใช้คำว่า "fart" ครับ!

สวัสดีครับ โอกาสหน้าพบกันใหม่ :)

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สำนวนภาษาอังกฤษ: Running on Empty

ในช่วงนี้ผมรู้สึกว่าแผนงานส่วนตัวที่วางไว้ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่ พอมีเวลาและจะเริ่มลงมือทำ ก็มักจะมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรกเสมอ จนงานไม่ค่อยเดินหน้าเท่าที่ควร

กลัวเหมือนกันครับว่าถ้าไม่รีบลงมือทำให้เสร็จเสียที เดี๋ยวเราจะหมดไฟไปเสียก่อน  เมื่อผมนึกมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงสำนวนภาษาอังกฤษอันหนึ่งที่ว่า "Running on Empty"

สำนวนนี้มีความหมายว่า "ขาดความกระตือรือล้น" หรือว่า "หมดไฟ" (ที่จะทำอะไร) นั่นเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สำนวนภาษาอังกฤษ: Walk the Talk

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน
ช่วงฤดูร้อน (แต่ฝนดันตกหนัก) ที่ผ่านมา เป็นอย่างไรกันบ้างครับ

อีกไม่นานก็จะถึงวันเลือกตั้งกันแล้ว คุณผู้อ่านก็คงจะได้เห็นสโลแกน และแคมเปญของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ เยอะแยะไปหมด  ขับรถหรือนั่งรถเมล์ไปก็ไล่อ่านไปตามเสาไฟฟ้ากันจนเคลิ้มไปหมด

พออ่านไปเรื่อยๆ อยู่ๆ ก็มีคำถามผุดขึ้นมาในหัวของผมว่า แคมเปญต่างๆ ที่นักการเมืองบอกว่าจะทำให้ประชาชนนั้น จะมีซักกี่เรื่องที่จะทำให้ประชาชนจริงๆ

พอนึกมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เลยนึกถึงสำนวนภาษาอังกฤษขึ้นมาได้อันนึงครับ ก็เลยเอามาแบ่งปันให้คุณผู้อ่าน

สำนวนที่ว่านี้คือ Walk the Talk ครับ สำนวนนี้มีความหมายว่า "อย่าดีแต่พูด (โม้)  ให้ลงมือทำเลย" หรือเป็นการ "ทำตามที่สัญญาเอาไว้"

หลังจากที่เราได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว เราจะมาดูกันว่า นักการเมืองเค้าจะ walk the talk รึเปล่าน้า ;D

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สุขภาพ: มาดื่มชากันเถอะ ภาค 2 ชามะนาว ชานม

สวัสดีครับ ตามที่ได้สัญญาเอาไว้ว่าจะมาแนะนำเกี่ยวกับน้ำชาเพิ่มเติม  วันนี้ก็จะมาแนะนำวิธีการชงชามะนาว และชานมกันครับ คราวนี้ชาที่ใช้เป็นชาฝรั่งในซองนะครับ อย่างเช่น ชาลิปตัน


  1. ใส่ถุงชาหนึ่งถุงต่อหนึ่งคนในถ้วย
  2. เทน้ำต้มที่เพิ่งจะเดือดใหม่ๆ ลงไปในถ้วยชา  วิธีนี้จะทำให้กลิ่นหอมเข้มข้นของชาออกมา
  3. จุ่มถุงชาไว้ 2-3 นาที นานตามความชอบของแต่ละคน
  4. ทีนี้ถ้าจะทำชานม ก็ให้ใส่น้ำตาลสักสองช้อนชา และใส่นมสด แล้วคนให้เข้ากัน แล้วเสิร์ฟได้ทันทีครับ  หากจะทำชามะนาว ก็ให้ใส่น้ำตาลสักสองช้อนชา และฝานมะนาวสักหนึ่งส่วนสาม (1/3) ลูกบีบใส่ตามลงไป แล้วคนให้เข้ากัน 
 หมายเหตุ หากต้องการทำเป็นเครื่องดื่มเย็น ก็ต้องใส่น้ำตาล และมะนาว เพิ่มอีกสัก 50% ของที่เติมอยู่นะครับ เพราะน้ำแข็งจะไปทำให้รสชาติเดิมเจือจางลง

เรียบร้อยแล้วครับ ขอให้มีความสุขกับการดื่มชานะครับ  อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่า ชามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ส่งผลดีต่อการทำงานของหัวใจ และชลอความแก่
 
ขอบคุณที่ติดตามครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

โปรดระวัง อย่าไปไหนกับใครที่ไม่รู้จัก เคราะห์อาจมาเยือนได้

เห็นว่าเรื่องนี้มีประโยชน์มาก โปรดระวังและเตือนคนรู้จักกันด้วยครับ ไม่เจอกับตัวก็ไม่ซาบซึ้ง

พยาบาลเฝ้าไข้คุณพ่อเล่าให้ฟังเมื่อเย็นวันนี้ถึงอดีตที่ขมขื่นและเป็นเวรกรรมอะไรไม่รู้ อยู่ ๆ ต้อง
ไปทำหน้าที่ช่วยทำอาหารให้กับแขกเหรื่อของนายที่ต่างจังหวัด โดยจำเป็นต้องเดินทางไปกับ
คนไม่รู้จักอีก 4 คน พร้อมอุปกรณ์ทำอาหารและเครื่องครัวสารพัด

ระหว่างเดินทางเจอด่านตรวจ ตำรวจเข้าตรวจค้น พบอาวุธสงครามใช้แล้วจำนวนหนึ่ง ซุกซ่อนอยู่
ในรถโดยที่เธอไม่ทราบมาก่อนว่ามีการซื้ออาวุธสงครามเหล่านั้นจากประเทศเพื่อนบ้าน ผลคือเธอ
ถูกตั้งข้อหา ร่วมกันมีอาวุธสงครามและนำไปในที่สาธารณะ และโดนข้อหาอื่น ๆ อีกหลายกระทง

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 19 ปี 6 เดือน ระหว่างอุทธรณ์ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะถือเป็นคดี
ร้ายแรง ต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำทันที ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เธอได้เพียร
พยายามต่อสู้คดีทุกวิถีทาง ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำได้ต่อสู้คดีถึงสามศาล ทำให้เสียค่าใช้จ่าย
จนหมดเนื้อหมดตัว

คดีนี้เมื่อไปถึงศาลสูงสุด ประเด็นพิจารณาว่า จำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ ในทางนำสืบจำเลยร่วม
ซึ่งเป็นพยานจำเลยในคดีนี้และเป็นคนขับรถได้ให้การว่า เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาวุธสงครามนี้  เพียงแต่นายของเธอซึ่งเป็นคนรู้จักกันขอแรงให้ช่วยไปส่งที่หมายปลายทางเดียวกันด้วยเท่านั้น ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการให้การของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการตรวจค้นในวันเกิดเหตุว่า อาวุธสงครามเหล่านั้นถูกซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะที่นั่งซึ่งทนายจำเลยได้ซักค้านถึงขั้นตอนการตรวจค้นว่าตำรวจพบอาวุธได้อย่างไร ปรากฏว่าเบาะนั้นถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนา ตำรวจต้องใช้กุญแจและไขควงไขเบาะออกจึงจะสามารถพบเห็นอาวุธเหล่านั้นได้  ด้วยประเด็นนี้จึงทำให้ศาลฎีกาได้เห็นว่า เธอน่าจะไม่รู้เห็นและน่าจะไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้นด้วย พิพากษายกฟ้องเฉพาะเธอ ส่วนที่เหลือในรถทั้ง 4 พิพากษายืน จำคุกโดยไม่รอลงอาญาเป็นเวลา 19 ปี 6 เดือน

คดีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความเคราะห์ร้ายที่ถูกส่งตัวไปช่วยเหลืองานโดยไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิด  เรื่องนี้จึงเป็นอุทธาหรณ์สำหรับใครก็ได้ที่อยู่ ๆ ก็ต้องรับกรรมที่ไม่ได้ก่อ 6 ปีเศษระหว่างเธออยู่ในเรือนจำ ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสทั้งร่างกายและจิตใจกับความผิดที่ไม่ได้ก่อ  ลูกเล็ก ๆ ขาดแม่อบรมดูแล ทรัพย์สินเงินทองที่หามาด้วยหยาดเหงื่ออย่างลำบากแสนสาหัส ฟังแล้วก็อดสงสารเธอไม่ได้

คดีเพิ่งจบเมื่อ พ.ย.2553 ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมกำลังเยียวยาความเสียหายให้เธอ (แต่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่  ขณะนี้ผ่านมาครึ่งปีแล้ว เรื่องต่าง ๆ ก็ยังคงเงียบอยู่)

พิมพ์ถึงตรงนี้รู้สึกเศร้าใจมาก กับชะตากรรมของผู้หญิงคนนึง ถ้าเป็นเราต้องอยู่ในสภาพเธอ หัวจิตหัวใจจะสู้ได้อย่างเธอไหม ขอให้เธอมีวันดี ๆ นับแต่นี้ไปครับ

ฉะนั้น "โปรดระวัง อย่าไปไหนกับใครที่ไม่รู้จัก เคราะห์อาจมาเยือนได้" 


ที่มา: คุณ forte@soi15 สยามนาฬิกา

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สุขภาพ: มาดื่มชากันเถอะ ภาค 1 ชาดำ ชาเขียว

ช่วงนี้ผมทำงานอยู่ที่บ้าน พอว่างก็มักจะชงกาแฟดื่ม กลายเป็นว่าวันนึงได้ดื่มกาแฟมากกว่าหนึ่งถ้วย เสร็จแล้วตอนกลางคืนก็เลยนอนไม่ค่อยจะหลับ แต่ก็กลัวว่าดื่มกาแฟมากไปแล้วจะเสียสุขภาพ ผมก็เลยมาหาเครื่องดื่มอื่นดื่มแทนกาแฟบ้าง จะได้เป็นการลดการดื่มกาแฟลง

คิดได้อย่างนั้นแล้ว ผมก็มองไปรอบๆ ครัว สายตาก็พลันไปเจอเข้ากับชาหลากหลายชนิด ทั้งชาจีน ชาญี่ปุ่น ชาฝรั่ง แม้กระทั่งชาเกาหลี!!!  โอ้โฮแฮะ บ้านผมสะสมชาไว้เยอะโดยที่ผมไม่เคยสังเกตุเลยแม้แต่น้อย  และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มดื่มชาทดแทนกาแฟบ้าง จากข้อมูลที่ไปค้นหามา ก็พอทำให้ทราบว่าประโยชน์ของชามีอะไรบ้าง วิธีการชงชาทำอย่างไร แม้กระทั่งวิธีดื่มชาอย่างถูกต้อง

ตอนนี้เป็นภาคหนึ่งนะครับ จะเน้นที่ชาจีน ชาญี่ปุ่นนะครับ 


ประโยชน์ของชา

จากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า ชามีสารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบต่าง ๆ อยู่หลาย
ชนิด เช่น โพลิฟินนอล แคททาซีน แทนนิน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี คอมเพล็ก สารฟลูออไรด์ มังกานีส โปแตสเซียม และสังกะสี เป็นต้น ชาเขียวจะมีปริมาณของสาร
ประกอบเหล่านั้นในปริมาณมาก สารเหล่านี้จะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ
  • ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แข็งแรง ลดความเครียด
  • ช่วยย่อยอาหาร ละลายไขมัน
  • ช่วยดับกลิ่นปาก และป้องกันฟันผุ
  • ช่วยฆ่าเชื้อโรคบางชนิด เช่น โรคท้องเสียที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  • ใบชาช่วยดูดชับกลิ่น เช่น ใช้ดูดกลิ่นในตู้เย็น หรือในตู้เสื้อผ้าเป็นต้น
  • นอกจากนั้น ชาเขียวสามารถที่จะช่วยควบคุมระดับคลอเรสเตอรอล และลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ตลอดจนช่วยชะลอความชราของร่างกายได้

ในการนำชามาชงดื่มเพื่อจะให้ได้รสชาติที่ดีนั้น จะต้องได้ความสมบูรณ์จากองค์ประกอบในส่วน
ต่าง ๆ คือ
  1. ใบชาหรือชาผง จะต้องเป็นชาใบ หรือชาผงคุณภาพดี
  2. น้ำต้มสุก จะต้องเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากสี กลิ่น รส และต้องต้มให้เดือดใหม่ ๆ

วิธีการชงชาที่ถูกต้อง
วิธีชงชาใบ หรือชาจีน มีขั้นตอนดังนี้
  1. อุ่นกาน้ำชาโดยใช้น้ำร้อนลวกภาชนะเพื่อให้กาน้ำชาและถ้วยชาอุ่นขึ้น และข้อดีอีกอย่างนึงคือช่วยฆ่าเชื้อโรคและดับกลิ่นต่าง ๆ ในภาชนะ
  2. ใส่ใบชาลงในปริมาณที่พอเหมาะไม่เกิน 1 ใน 3 ของกาน้ำชา
  3. เทน้ำร้อนลงในกาน้ำชาให้เต็ม เพื่อกระตุ้นใบชาให้คลี่ออกและช่วยล้างใบชาให้สะอาด แล้วเท
  4. น้ำทิ้ง
  5. เทน้ำร้อนเดือดใหม่ ๆ ลงในกาน้ำชาอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที
  6. เทน้ำชาลงในถ้วยเสิร์ฟให้หมด ยกเสิร์ฟ
  7. เมื่อต้องการดื่มชาเพิ่มให้เติมน้ำเดือดลงไปอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วจึงเทน้ำชาเสิร์ฟใหม่อีกครั้ง ใบชาที่ใช้ชงแต่ละครั้งสามารถใช้ได้ประมาณ 3 - 7 ครั้ง ในครั้งต่อ ๆ ไปหลังจากเติมน้ำร้อนเพิ่มแล้วควรทิ้งไว้นานกว่า 3 นาที และนานไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้น้ำชาจืด

เรื่องปริมาณใบชานี่ หากใส่ใบชาในปริมาณที่เข้มพอดี ชาจะมีรสฝาดของแทนนิน
ซึ่งนั่นแหละครับ ความอร่อยสุดยอดอยู่ตรงนี้  ความฝาดนิดๆ ที่เคลือบปากและลิ้น ลงไปถึงลำคอ
จะทำให้เกิดความชุ่มคอ และหอมชื่นใจแบบสุดๆ

วิธีดื่มชาที่ถูกต้อง
1. ใช้ภาชนะแก้วชาขนาดเล็ก ปากกว้างซักหน่อย ใส่ชาให้พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป  ถ้าเป็นแก้วชาแบบกระเบื้อง แก้วชาจะร้อนมาก
2. เวลาจับ ใช้นิ้วโป้ง กับนิ้วกลาง หนีบตรงปากแก้ว  แล้วใช้นิ้วนางรองที่สันก้นแก้ว  ยกขึ้นมาดมก่อน เพื่อรับรู้กลิ่น แล้วจึงยกแก้วมาสัมผัสกับปาก โดยห้ามเป่าเด็ดขาด เพราะจะเป็นการไล่กลิ่นหอมของชาให้หายไป
3. ให้ดื่มชาโดยหายใจออก แล้วดูดลมเข้าปาก โดยลมช่วงแรกจะดูดเอากลิ่นของชาเข้าสู่ปากและปอ และให้เอียงแก้วให้น้ำชาโดนลมช่วงต่อมาดูดเข้ามากระจายในปาก
4. อมชาเอาไว้ ให้น้ำชากลัวไปทั้งปากและลิ้น สัมผัสรสชาติที่ได้ในปาก และเริ่มหายใจออกช้าๆ ตอนนี้จะได้กลิ่นของชาที่เข้าไปตอนแรก รวมกับที่มากับน้ำชาตอนหลัง

การดื่มชาแบบนี้ คุณจะแยกชาที่ดี กับชาที่ไม่ดีออกจากกันได้เลยทีเดียว
แม้ว่าคุณจะไม่ชำนาญเรื่องชาเลย ก็ยังคงสามารถรู้สึกได้...

ขอให้ดื่มชาอย่างมีความสุขนะครับ :)
ที่มา: http://kohsija.exteen.com/20070308/entry-1
http://took_dee.tarad.com/webboard_638245_6168_en?lang=en

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เพลงน่าฟัง: Pretend

ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงเดือนของการทำงานที่หนักมากสำหรับผม ความกดดัน และความคาดหวังจากคนรอบข้างสร้างความเครียดให้กับผมอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่ามีผลกับสุขภาพของผมโดยตรง ผมเกือบต้องนอนโรงพยาบาล แต่ก็ผ่านมาได้เพราะได้ฟังเพลงที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ครับ

วันหนึ่งหลังจากเลิกงาน เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียดจากงาน ผมใส่หูฟัง เดินไปฟังเพลงไป เพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้า หูก็ฟังเพลง สมองก็ครุ่นคิดเรื่องงาน ขณะกำลังหมกมุ่นคิดเรื่องงานจนซึมเศร้าอยู่นั้น เพลงนี้ก็เล่นขึ้นมา (ปกติ ผมจะให้เครื่องเลือกสุ่มเล่นเพลงเอง) พอได้ฟังเพลงนี้แล้ว ผมก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้น

เพลงของมันสะกิดเตือนให้ผมได้คิด ว่าความเครียด ความซวย ความเศร้านั้น เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่มีใครหนีพ้น ดังนั้นเมื่อรู้ความจริงข้อนี้แล้วก็จง(ทำใจ) เสแสร้งว่ามีความสุขซะ แล้วความสุขมันก็จะก่อตัวขึ้นมาในใจเราเอง

ขอบคุณคนแต่งและคนร้องเพลงนี้ ที่ในขณะที่ฟังอยู่ เราจะรู้สึกเหมือนกับว่าเพื่อนเรากำลังมานั่งร้องเพลงให้ข้อคิดและปลอบโยนเราอยู่  ฟังแล้วอบอุ่นใจดีครับ

ลิ้งค์ของเพลง และเนื้อเพลงอยู่ด้านล่างนี้ครับ ขอฝากทุกท่านด้วยประโยคเด็ดนะครับ

“Pretend you’re happy when you’re blue

It isn’t very hard to do

And you’ll find happiness without an end

Whenever you pretend”


http://www.kovideo.net/pretend-lyrics-don-williams-300883.html

Pretend


Don Williams
Frank Lavere / Cliff Parman / Lew Douglas
Album: Borrowed Tales


Pretend you’re happy when you’re blue
It isn’t very hard to do
And you’ll find happiness without an end
Whenever you pretend

Remember anyone can dream
And nothing’s bad as it may seem
The little things you haven’t got could be a lot
If you pretend

You’ll find a love you can share
One you can call all your own
Just close your eyes she’ll be there
You’ll never be alone

And if you sing this melody
You’ll be pretending just like me
The world is mine it can be yours my friend
So why don’t you pretend

You’ll find a love you can share
One you can call all your own
Just close your eyes she’ll be there
You’ll never be alone

And if you sing this melody
You’ll be pretending just like me
The world is mine it can be yours my friend
So why don’t you pretend

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สำนวนภาษาอังกฤษ: Off the Hook

เมื่อวานหลายท่านคงได้ยินข่าวพรรคการเมืองหนึ่งรอดพ้นจากการถูกยุบพรรค  วันนี้ผมก็เลยได้สำนวนสำนวนหนึ่งมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟัง

เริ่มจากศัพท์ในสำนวนก่อนนะครับ  Hook ก็คือ เบ็ดตกปลานั่นเอง  สำนวน Off the Hook นี้ พื้นฐานเค้าเอามาจากการตกปลาครับ ซึ่งหมายถึง เมื่อปลากินเหยื่อ (ที่เกี่ยวไว้กับเบ็ด) แล้วเราดึงเบ็ดขึ้นมา แล้วปลาดิ้นหลุดออกจากเบ็ดได้ นั่นแหละครับ (Off the Hook).

ทีนี้พอเอามาใช้เป็นสำนวน ก็เลยมีความหมายว่า Out of Trouble คือ พ้นเคราะห์ รอดพ้นอันตราย หรือ หลุดพ้นจากสถานะการณ์ลำบาก นั่นเอง

ไหนๆ วันนี้ก็พูดเรื่องนี้แล้ว ก็ขอแถมความหมายของคำแสลงของ Hook ด้วยก็แล้วกันนะครับ
คำว่า Hooked ในประโยคอย่างเช่น You're hooked (on something) แปลว่า "นายน่ะติดมันจนหน้ามืดตามัวไปแล้ว" หรือว่าเราจะใช้คำว่า "ถูกหลอกให้หลงไหล" หรือ "งมงาย" มาแทนคำว่า "ติดมันจนหน้ามืดตามัว" ก็ได้ครับ

เรามักจะใช้คำนี้กับคนที่ติดอะไรซักอย่าง เช่น ติดยาเสพติด ติดเหล้า หลงหญิง อะไรทำนองนี้แหละครับ

สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สุขภาพ: กายบริหารแกว่งแขนบำบัดโรค

สวัสดีครับ วันนี้จะมาแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพซักหน่อยนะครับ ผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่าน ก็เลยนำมาลงไว้ให้อ่านกัน  ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีวันดีคืนนะครับ

ที่มา: http://www.noklek.com/wiki2/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84

กายบริหารแกว่งแขน คือ อะไร?
ประวัติความเป็นมา “กายบริหารแกว่งแขน”
ในปีพุทธศักราช 1070 ซึ่งตรงกับรัชสมัยราชวงศ์เหลียง พระสังฆปรินายกโพธิธรรมชาวอินเดีย หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “ต๋า โม๋” (TA MO) ได้เดินทางมายังประเทศจีนและปักหลักเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่นั่นเป็นเวลาหลาย สิบปี ครั้งหนึ่งในระหว่างการเทศนาและการทำสมาธิ ท่านพบพระสงฆ์หลายรูปมีสุขภาพอ่อนแอ และบางรูปถึงกับนอนหลับไปด้วยความเมื่อยล้าอ่อนเพลีย พระโพธิธรรมจึงได้ชี้ให้เห็นว่า “ร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น จึงจะยืนหยัดฝึกจิตบำเพ็ญธรรมได้สำเร็จ”
ก่อนหน้าที่ท่านจะได้เน้น ถึงความสำคัญของร่างกายอันได้แก่พลังและท่าทางของร่างกายที่เหมาะสมในการฝึก สมาธินั้น พุทธศาสนิกชนต่างเน้นแต่การฝึกจิตโดยละเลยร่างกาย ดังนั้นพระโพธิธรรมจึงได้คิดค้นท่าบริหารร่างกายสำหรับพระสงฆ์ในตอนเช้า เพื่อส่งเสริมสุขภาพและบันทึกขึ้นไว้เป็นคัมภีร์ 3 เล่มได้แก่
  1. คัมภีร์ อี้ จิน จิง คือ วิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น
  2. คัมภีร์ สี สุ่ย จิง คือ วิชาชำระไขกระดูกให้สะอาด
  3. สื่อ ปา หลัว ฮั่ว โส่ว คือ เพลงมวยฝ่ามือสิบแปดอรหันต์
ดังนั้น คัมภีร์ อี้ จิน จิง ซึ่งเป็นหนึ่งในคัมภีร์อันล้ำค่าของพระโพธิธรรม (ต๋า โม๋ อี้ จิน จิง) ก็คือหนังสือกายบริหารแกว่งแขนบำบัดโรคฉบับนี้
คำ ว่า “เปลี่ยนเส้นเอ็น” มิใช่หมายถึง ผ่าตัดเปลี่ยนเอาเส้นเอ็นออกมาตามความเข้าใจของการแพทย์แผนปัจจุบันแต่เป็น การปรับเปลี่ยนแก้ไขสภาพของเส้นเอ็นด้วยการออกกำลังกายโดยวิธีแกว่งแขนซึ่ง จะส่งผลให้เลือดลมภายในโคจรไหลเวียนได้สะดวก เป็นปกติไม่ติดขัด
ต่อ มา ”คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น” นี้ได้ถูกเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “กายบริหารแกว่างแขนบำบัดโรค” เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ตำรา โบราณนี้จึงเป็นหนังสือวิชาที่เก่าแก่มีอายุถึง 1400 ปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติจีน อันมิอาจประมาณค่าได้ชิ้นหนึ่ง

“กายบริหารแกว่งแขน” มีประโยชน์อย่างไร?

กาย บริหารแกว่งแขน เป็นวิธีออกกำลังเพื่อบริหารร่างกายที่มีประโยชน์มากวิธี หนึ่ง หลังจากได้มีการค้นพบและเผยแพร่ตำรานี้ออกมาที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณะรัฐประชาชนจีน ก็มีประชาชนนิยมทำกายบริหารแบบนี้ทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโรคที่ไม่มี ทางรักษาให้หายได้โดยการแพทย์ปัจจุบัน ก็สามารถใช้การบริหารแบบง่ายๆ นี้รักษาให้หายขาดได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จนแทบไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ กายบริหารแกว่งแขนนี้ ทำง่ายหัดง่าย และเป็นเร็ว นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพในการบำบัดโรคได้รวดเร็วอีกด้วย โรคเรื้อรังมากมายหลายชนิดก็สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยวิธีทำกายบริหารแบบ นี้

เหตุใดการบริหารแกว่งแขนจึงสามารถบำบัดโรคต่างๆได้

สิ่ง ที่เป็นปัญหาเกิดขัดแย้งกันภายในร่างกายของคนเราจนก่อให้เกิดความไม่สบายแก่ ร่างกายนั้น แพทย์จีนแผนโบราณกล่าวว่า เกิดจาก “เลือดลม” เป็นต้นเหตุ หากเลือดลมภายในร่างกายของเราผิดปกติโรคต่างๆ มากมายก็จะเกิดขึ้นกับเราทันที เริ่มแรกจะทำให้เรารับประทานอาหารได้น้อยลง นอนหลับน้อยลง ต่อไปก็จะกระทบกระเทือนถึงสภาพของร่างกายคือทำให้ซูบผอมอ่อนแอเป็นต้น เมื่อเราทำให้เลือดลมเดินสะดวกไม่ติดขัดแล้ว โรคร้ายทั้งหลายก็จะหายไปเอง โดยอาศัยหลักดังกล่าวนี้ การทำกายบริหารแกว่งแขนจึงสามารถแก้ไขเลือดลมและเปลี่ยนแปลงสภาพของร่างกาย หากแก้ให้ถูกจุดสำคัญที่ขัดแย้งกันเสียก่อนได้ เมื่อนั้นปัญหาอื่น ๆ ก็จะแก้ได้ง่ายดายขึ้น
ถ้าเราสังเกตใหัดีจะพบว่า ขณะที่ คนเราเกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า อันเนื่องมาจากการคร่ำเคร่งปฏิบัติงาน ไม่มีโอกาสเปลี่ยนอริยาบถ จนกระทั่งทนต่อไปไม่ไหวแล้วเราก็จะชูแขน เหยียดขา ยืดตัวจนสุด อย่างที่คนทั่วไปเรียกว่า “บิดขี้เกียจ”ทันทีหลังจากนั้นเราจะรู้สึกสบายตัวกระชุ่มกระชวยขึ้นอย่างบอก ไม่ถูก ซึ่งอาการเหล่านี้แท้จริงแล้วก็คือ “การยึดเส้นเอ็น” ตามความหมายในคัมภีร์โบราณนั่นเอง การที่เส้นเอ็นซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย มีโอกาสยืดขยายหรือถูกนวดเฟ้น จะทำให้เลือดลมภายในสามารถกระจายไหลเวียนได้สะดวก อันเป็นเหตุให้เกิดความผ่อนคลาย หายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเกิดความกระปี้กระเปร่าสดใสขึ้น
และ ที่สำคัญ เลือดลมที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงไปทั่วร่างกายได้อย่างสะดวก จะช่วยเปลี่ยนสภาพอวัยวะที่ แข็งกระด้าง ซึ่งเป็นความผิดปกติ ให้กลับกลายเป็นอ่อนนิ่ม และจากสภาพที่อ่อนแอ่ไม่มีประสทธิภาพ ให้กลับคืนมาเป็นแข็งแรงและมีสมรรถภาพดีขึ้น
แต่โดยทั่วไปคนเรา ได้ละเลยและมองข้ามความสำคัญของการบริหารกายเพื่อยืดขยายเส้นเอ็น ภายในร่างกาย จึงทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวกและติดขัด เปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ที่น้ำมันถูกส่งมาหล่อเลี้ยงไม่สม่ำเสมอ ย่อมเป็นเหตุให้รถที่วิ่งไปมีอาการกระตุก ๆ ไม่ราบรื่น ร่างกายของคนเราก็เช่นกันหาก“เลือดลมติตขัด” ก็จะส่งผลให้ป่วยเป็นโรคต่างๆ สุขภาพจะทรุดโทรมย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ
อันที่จริงการเจ็บป่วยไม่ ว่าจะป่วยเป็นโรคชนิดใด ใช่ว่าจะเป็นเรื้อรังอยู่เช่นนั้นโดยไม่มีทางแก้ไขเยียวยาก็หาไม่ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า เราจะต่อสู้กับโรคชนิดนั้นหรือไม่? หากเราตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องต่อสู้กับโรคร้ายที่เกาะกินเราจนถึงที่สุดแล้ว แน่นอนเหลือเกินเราจะต้องประสบชัยชนะ การบริหารร่างกายโดยวิธีแกว่งแขนนี้มีเหตุผลและหลักวิชาที่ลึกซึ้งแยบยล มิใช่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติไปโดยหลงงมงายขาดเหตุผลแต่อย่างใด
ฉะนั้น ขอให้ผู้ที่ปรารถนาในความมีสุขภาพแข็งแรงและพลานามัยที่สมบูรณ์เพรียบพร้อม ควรศึกษาและทำความเข้าใจวิธีปฏิบัติไปตามลำดับโดยเริ่มตั้งแต่
  1. เรียนรู้หลักสำคัญพื้นฐานของกายบริหารแกว่งแขน
  2. เคล็ดวิชา 16 ประการ ของกายบริหารแกว่งแขน
  3. เคล็ดลับพิเศษของกายบริหารแกว่งแขน
การ ออกกำลังโดยวธีแกว่งแขนนี้ นับว่าประเสริฐมากและได้ผลเกินคาด ทุกคนควรปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะมีแแต่ผลดีไม่บังเกิดผลเสียประการใด ข้อสำคัญผู้ปฏิบัติต้องมีความขยันอดทนต้องยืนหยัดพยายามทำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะบรรลุผลสมความปรารถนา

หลักสำคัญพื้นฐานของกายบริหารแกว่งแขน

๑. ยืนตรง เท้าทั้งสองข้างแยกออกจากกันให้มีระยะห่างเท่ากับช่วงไหล่ (ดูภาพประกอบด้านล่าง)
๒. ปล่อยมือทั้ง ๒ ข้างลงตามธรรมชาติ อย่าเกร็งให้นิ้วมือชิดกัน หันอุ้งมือไปข้างหลัง (ดูภาพประกอบด้านล่าง)
เอวเป็นแกนเพลา
๓. ท้องน้อยหดเข้า เอวตั้งตรง เหยียบหลัง ผ่อนคลายกระดูกลำคอ ศีรษะและปากควรปล่อยไปตามสภาพธรรมชาติ
๔. จิกปลายนิ้วเท้ายึดเกาะพื้น ส่วนส้นเท้าก็ให้ออกแรงเหยียบลงบนพื้นให้แน่น ให้แรงจนรู้สึกกว่ากล้ามเนื้อที่โคนเท้าและท้องตึง ๆ เป็นใช้ได้ (ดูภาพประกอบด้านบน)
๕. สายตาทั้ง ๒ ข้าง ควรมองตรงไปยังจุดใดจุดหนึ่งแล้วมองอยู่ที่เป้าหมายนั้นจุดเดียว สลัดความกังวลหรือความนึกคิดฟุ้งซ่านต่างๆ ออกให้หมด ให้จุดสนใจความรู้สึกมารวมอยู่ที่เท้าเท่านั้น
๖. การแกว่งแขน ยกมือแกว่งแขนไปข้างหน้าอย่างเบาๆซึ่งตรงกับคำว่า “ว่างและเบา” แกว่งแขนไปข้างหน้าไม่ต้องออกแรง ความสูงของแขนที่แกว่งไปพยายามให้อยู่ระดับที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนไห้สูงเกินไป คือ ให้ทำมุมกับลำตัวประมาณ ๓๐ องศา แล้วตั้งสมาธินับหนึ่ง...สอง...ลาม...ไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังอย่าลืมออกแรงส้นเท้าและลำแขนด้วย เมื่อมือห้อยตรงแล้ว แกร่งขึ้นไปข้างหลังต้องออกแรงหน่อย ตรงกับคำที่ “แน่นหรือหนัก” แกว่งจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อไม่ยอมให้มือสูงไปกว่านั้นอีก เวลาแกว่งแขนกลับให้มีความสูงของแขนถึงลำตัวประมาณ ๖๐ องศา (ดูภาพประกอบ)
สรุปแล้วก็คือ ขณะที่แกว่งแขนไปข้างหลังให้ออกแรงมากหน่อย ส่วนแกว่งไปข้างหน้าไม่ต้องออกแรง คือ ใช้แรงเหวี่ยงให้กลับไปเอง
ก่อน การทำกายบริหารแกว่งแขน ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ไม่คับหรือรัดแน่นเกินไป สะบัดแขน มือ เท้าสักครู่ ให้กล้ามเนื้อและร่างกายผ่อนคลาย หมุนศีรษะไปมาแล้วจัดลักษณะท่าทางให้ถูกต้อง
การทำกายบริหารแกว่งแขนมีวิธีนับอย่างไร
การ แกว่งแขนนับโดยเริ่มออกแรงแกว่งไปข้างหลัง แล้วให้แขนเหวี่ยงกลับมาข้างหน้าเองนับเป็น ๑ ครั้ง แล้วนับสอง..สาม..ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบตามจำนวนที่เรากำหนดไว้
การแกว่งแขนแต่ละครั้งควรใช้เวลานานเท่าไร
เริ่ม แรกที่ทำกายบริหารควรทำตั้งแต่ ๒๐๐-๓๐๐ ครั้งก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นครั้งละ ๑๐๐ ตามลำดับจนกระทั่งถึง ๑๐๐๐-๒๐๐๐ ครั้ง ซึ่งจะใช้เวลาในการบริหารประมาณครั้งละ ๓๐ นาที (แกว่ง ๕๐๐ ครั้งใช้เวลาประมาณ๑๐ นาที) การแกว่งแขนควรทำเวลาไหน
การทำ กายบริหารแกว่งแขน สามารถทำได้ทุกเวลาคือเวลาเช้า กลางวัน และ เวลาค่ำ หรือแม้แต่ยามว่างสัก ๑๐ นาทีก็สามารถทำได้ หากรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรนั่งพักเสียก่อนสัก ๓๐ นาที แล้วจึงค่อยทำกายบริหาร การแกว่งแขนควควรทำที่ไหน
การทำกายบริหารแกว่งแขนนี้ไม่จำกัดสถานที่ สามารถทำได้ในที่ทำงาน ในบ้าน ฯลฯ
แต่ ถ้าเป็นไปได้ควรทำในที่โล่งซึ่งมีอากาศถ่ายเทสะดวกเช่นในสวน ใต้ต้นไม้ จะเป็นการดีมากหากผู้ปฏิบัติสามารถยืนอยู่บนพื้นดิน หรือสนามหญ้า และที่สำคัญขณะทำกายบริหารแกว่งแขนต้องถอดรองเท้าเสมอ ในหนังสือตำราแพทย์โบราณกล่าวว่า การที่เราได้มีโอกาสเดินด้วยเท้าเปล่า ไปบนพื้นหญ้าที่มีน้ำค้างในยามเช้าเกาะอยู่ นับเป็นผลดีอันวิเศษยิ่งเพราะฝ่าเข้าทั้งสองจะดูดชึมเอาธาตุต่าง ๆ จากน้ำค้างบนใบหญ้า เข้าไปบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกาย ทำให้เรามีสุขภาพพลาอนามัยที่สมบูรณ์ยอดเยี่ยม

เคล็ดลับ 16 ประการ ของกายบริหารแกว่งแขน

  1. ส่วนบนควรจะปล่อยให้ว่าง
  2. ส่วนล่างควรจะให้แน่น
  3. ศีรษะควรให้แขวนลอย (มองตรงไปไม่ก้มไม่เงยหน้า)
  4. ปากควรปล่อยให้เงียบสงบตามปกติ
  5. ทรวงอกเหมือนปุยฝ้ายปล่อยตามสบายไม่เกร็ง
  6. หลังควรยืดตรงให้ตระหง่าน
  7. บั้นเอวควรตั้งตรงเป็นแกนเพลา
  8. ลำแขนควรแกว่งไกว
  9. ข้อศอกควรปล่อยให้ลดต่ำลงตามธรรมชาติ
  10. ข้อมือควรจะปล่อยให้หนักหน่วง
  11. สองมือนั้นควรพายไปตามจังหวะแกว่งแขน
  12. ช่วงท้องควรปล่อยตามสบาย
  13. ช่วงขาควรผ่อนคลายยืนตรงตามธรรมชาติ
  14. บั้นท้าย (ก้น) ควรจะให้งอนขึ้นเล็กน้อย
  15. ส้นเท้าควรจะยืนถ่วงน้ำหนักเหมือนก้อนหิน
  16. ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้างต้องงอจิกแน่นกับพื้น


คำอธิบายเคล็ดลับ 16 ประการ ของกายบริหารแกว่งแขน

  1. ส่วนบนควรจะปล่อยให้ว่าง หมายถึง ส่วนบนของร่างกายคือ ศีรษะควรปล่อยให้ว่างเปล่าอย่าคิดฟุ้งซ่าน ควรทำอย่างตั้งอกตั้งใจ มีสมาธิแน่วแน่
  2. ส่วนล่างควรจะให้แน่น หมายถึงส่วนล่างของร่างกายใต้บั้นเอวลงไปต้องให้ลมปราณเดินให้สะดวก เพื่อให้เกิดพลังสมบูรณ์ ฉะนั้นคำว่า "ส่วนบนว่างส่วนล่างแน่น" ซึ่งเป็นตัวสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารแกว่งแขน หากเวลาทำการบริหารไม่สามารถเข้าถึงจุดนี้ได้แล้ว ก็จะทำให้ได้ผลน้อยลงไปมากทีเดียว
  3. ศีรษะควรให้แขวนลอย หมายถึง ศีรษะของท่านจะต้องปล่อยสบายๆ ประหนึ่งแขวนลอยไว้ในอากาศ กล้ามเนื้อคอจะต้องปล่อยให้ผ่อนคลาย ไม่เกร็งไม่ควรโน้มไปข้างหน้าหงายไปข้างหลังหรือเอียงไปข้างๆ
  4. ปากควรปล่อยให้เงียบตามปกติ หมายถึง ไม่ควรหุบปากแน่น หรืออ้าปากไปตามจังหวะที่ออกแรงแกว่งแขน ไม่ควรให้อ้าปากตามใจชอบ ให้หุบปากเพียงเล็กน้อยโดยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ คือไม่เม้มริมฝีปากจนแน่น
  5. ทรวงอกเหมือนปุยฝ้าย คือกล้ามเนื้อทุกส่วนบนทรวงอก ต้องให้ผ่อนคลายแบบธรรมชาติ เมื่อกล้ามเนื้อไม่เกร็งก็จะอ่อนนุ่มเหมือนปุยฝ้าย
  6. หลังควรยืนตรงให้ตระหง่าน หมายความว่าไม่แอ่นหน้าแอ่นหลัง หรือก้มตัวจนหลังโก่ง ต้องปล่อยแผ่นหลังให้ยืดตรงตามธรรมชาติ
  7. บั้นเอวควรตั้งตรงเป็นแกนเพลา หมายถึงบั้นเอวต้องให้เหมือนเพลารถต้องให้อยู่ในลักษณะตั้งตรง
  8. ลำแขนแกว่งไกว หมายถึงแกว่งแขนทั้งสองข้างไปมา
  9. ข้อศอกควรปล่อยให้ลดต่ำลงตามธรรมชาติ หมายถึง ขณะที่แกว่งแขนทั้งสองข้างไปข้างหน้าและข้างหลัง อย่าให้แขนแข็งทื่อ ควรให้งอศอกเล็กน้อยตามธรรมชาติ
  10. ข้อมือควรจะปล่อยให้หนักหน่วง หมายถึง ขณะที่แกว่งแขนทั้งสองนั้นควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ข้อมือ เมื่อไม่เกร็งแล้วจะรู้สึกคล้ายมือหนักเหมือนลูกตุ้มถ่วงอยู่ปลายแขน
  11. สองมือนั้นควรพายไปตามจังหวะแกว่งแขน หมายถึง ขณะที่แกว่งแขนนั้น ฝ่ามือด้านในหันไปด้านหลัง ทำคล้ายกับท่าพายเรือ
  12. ช่วงท้องควรปล่อยตามสบาย หมายถึง เมื่อกล้ามเนื้อท้องถูกปล่อยให้ผ่อนคลายแล้วจะรู้สึกว่าแข็งแกร่งขึ้น
  13. ช่วงขาควรผ่อนคลาย หมายถึง ขณะที่ยืนให้เท้าทั้งสองแยกห่างกันนั้นควรผ่อนกล้ามเนื้อที่ช่วงขา
  14. บั้นท้าย (ก้น) ควรจะให้งอนขึ้นเล็กน้อย ระหว่างทำกายบริหารนั้นต้องหดก้น(ขมิบ) คล้ายยกสูงให้หดหายไปในลำไส้
  15. ส้นเท้าควรยืนถ่วงน้ำหนักเสมือนก้อนหิน หมายถึงการยืนด้วยส้นเท้าที่มั่นคงยึดแน่นเหมือนก้อนหินไม่มีการสั่นคลอน
  16. ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้างต้องจิกแน่นกับพื้น หมายถึงขณะที่ยืนนั้น ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้างต้องงอจิกแน่นกับพื้นเพื่อยึดให้มั่นคง

เคล็ดลับพิเศษของกายบริหารแกว่งแขน

เคล็ด ลับพิเศษของกายบริหารแกว่งแขนคือ “บน สาม ล่าง เจ็ด” ส่วนบน “ว่างและเบา” เรียกว่า “บนสาม” แต่ส่วนล่าง “แน่นและหนัก” เรียกว่า “ล่างเจ็ด” เคล็ด ลับพิเศษของกายบริหารแกว่งแขน คือส่วนบนว่างและเบาแต่ส่วนล่างแน่นและหนัก การเคลื่อนไหวอ่อนโยนละมุนละไม ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ แล้วแกว่งแขนทั้งสองข้างนี่แหละที่จะช่วยให้ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เพราะ “ส่วนบนแข็งแรงแต่ส่วนล่างอ่อนแอ” ให้สามารถปรับเปลี่ยนไปเป็น “ผู้ที่มีร่างกายส่วนล่างแข็งแรงและส่วนบนกระชุ่มกระชวย” อันเป็นลักษณะที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้โรคภัยทั้งหลายในร่างกายถูกขจัดออกไปเองจนหมด

อธิบายเคล็ดลับพิเศษ “บน สาม ล่าง เจ็ด”
คำว่า “บน สาม ล่าง เจ็ด” หมายถึง อัตราส่วนเปรียบเทียบ การออกแรงมากหรือน้อย
“บน” หมายถึง ส่วนบนของร่างกายคือ มือ
“ล่าง” หมายถึง ส่วนบนของร่างกายคือ เท้า
“บนสาม” คือ ใช้แรงส่วนบนสามส่วน
“ล่างเจ็ด” คือ ใช้แรงส่วนล่างเจ็ดส่วน
เคล็ดวิชาคำว่า “บน สาม ล่าง เจ็ด” มีความหมาย 2 ประการ คือ
ประการที่ 1 ในการออกแรงแกว่งแขน หมายถึง เวลาแกว่งแขนขึ้นข้างบน ใช้แรงเพียงสามส่วน เวลาแกว่งลงต่ำมาข้างล่าง ใช้แรงเจ็ดส่วน
ประการ ที่ 2 ในการออกแรงทั้งตัว หมายถึง ถ้าจะนับกันทั้งตัว การออกแรงก็มีอัตราส่วนเปรียบเทียบบนกับล่างเท่ากับสามต่อเจ็ด คือแกว่งแขนไปข้างหน้านั้น จะเบาหรือแรงก็ได้ แต่มือจะต้องให้ได้ส่วนกับเท้าสามต่อเจ็ดอยู่ตลอดเวลา เมื่อแกว่งแขนแรง เท้าก็ต้องออกแรงยิ่งกว่านั้น นี่คือความหมายที่กล่าวไว้ว่า "ส่วนบนว่าง ส่วนล่างแน่น" หรือบนสามล่างเจ็ด
เมื่อแขนออกแรงเท้าไม่ออกแรงก็ทำได้ไม่ สมบูรณ์ คือรู้จักใช้แต่แขนลืมใช้เท้า การที่ไม่ต้องการให้ออกแรง มิใช่ว่าจะปล่อยเลยทีเดียว การที่ให้ออกแรงก็มิใช่ว่าให้ออกแรงจนสุดแรงเกิด การปล่อยให้ผ่อนคลายทั้งร่างกายโดยไม่ออกแรงเลยจนนิดเดียวก็จะไม่ได้ผล เพราะผิดหลักผิดอยู่ที่อัตราส่วนการออกแรงที่เท้าน้อยไป คือ เท้ากับส่วนบนนั่นเองหรือหากแขนจะออกแรงมากไปสักหน่อย ก็จะกลับตาละปัตร ก็จะกลายเป็นว่าส่วนล่างว่าง ส่วนบนแน่นเกินไป
การแกว่งแขน ข้อสำคัญต้องระวังที่แขนให้มาก เมื่อต้องการให้ออกแรง ก็มักจะคิดแต่การออกแรงที่แขน ลืมไปว่ายังมีเท้ายังมีเอวที่จะต้องมีส่วนช่วยในการเคลื่อนไหวเหมือนกัน
การ เคลื่อนไหวออกแรงของเท้าและเอวนี้สำคัญมากกว่าแขนเสียอีก การที่กล่าวเช่นนี้ บางท่านอาจไม่เข้าใจ หากเคยฝึกมวยจีนไท้เก็กหรือหลักจิตแพทย์จีนสมัยโบราณเกี่ยวกับเส้นเอ็น หรือชีพจร แล้วก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก แขนที่แกว่งนั้นจะแกว่งไปจากเอวของเรา แต่รากฐานของเอวอยู่ที่เท้า เมื่อเป็นเช่นนี้หากส่วนบน (แขน) ออกแรงแกว่งสะบัดแต่ส่วนล่าง (เท้า) ไม่ออกแรงยึดเกาะพื้นไว้ให้มั่นคง เราก็จะเสียการทรงตัวขาดการสมดุลย์กัน ส่วนมากคนเราจะทราบว่าเวลาเราขึ้นรถหรือลงเรือ และเสียหลักเซล้มลงเนื่องมาจากเสียการทรงตัวขาดการสมดุลย์กัน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังจำนวนไม่น้อย ก็เพราะขาดการสมดุลย์กัน เป็นอัมพาตก็เพราะขาดการสมดุลย์ ความดีเด่นของการแกว่งแขนเท่าที่ปรากฏมาให้เห็นชัดก็คือสามารถช่วยแก้ไขและ ปรับการไม่สมดุลย์ของร่างกาย
เมื่อเราจะแก้ไขและปรับความสมดุลย์ของ ร่างกาย แล้วทำไมจะต้องออกกำลังเท้าด้วย? ทั้งนี้ก็เพราะว่าที่ฝ่าเท้าของคนเรามีจุด ซึ่งทางแพทย์จีนเรียกว่า “จุดน้ำพุ” จุดนี้ติดต่อไปถึงไตหากหัวใจเต้นแรงหรือไม่นอนหลับ ถ้ามีการบีบนวดตรงจุดน้ำพุนี้ ก็สามารถทำให้ประสาทสงบ แก้โรคนอนไม่หลับได้ ตามตำรายังกล่าวไว้ว่า “ที่เท้ามีจุดอีกหลายจุดเกี่ยวโยงไปถึงอวัยวะภายในของคนเรา” เมื่อทราบตำแหน่งของจุดนั้นๆ แล้วก็สามารถรักษาโรคซึ่งเกิดกับอวัยวะนั้นได้เช่นกัน
ดังนั้นการออกกำลังโดยวิธีแกว่งแขนก็คือการปรับร่างกายให้สมดุลย์ ซึ่งเป็นการบำบัดรักษาโรคนั่นเอง การ ที่มีคำกล่าวว่า “โรคร้อยแปดอาจรักษาให้หายได้ด้วยเข็มเพียงเล่มเดียว” หลายคนคิดว่าออกจะเป็นการอวดอ้างเกินความจริง แต่สำหรับผู้ที่มีความรู้วิธีการรักษาโรคได้โดยการฝังเข็มและประกอบด้วยการ บีบนวดนั้น ไม่ใช่รักษาโรคร้อยแปด ฉะนั้นการที่จะกล่าวว่าการแกว่งแขนสามารถรักษาโรคได้ร้อยแปดนั้น คงคิดว่าไม่ใช่เป็นการอวดอ้างเกินความจริงแน่ เพราะกายบริหารแกว่งแขนก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในตัวเองอยู่แล้ว
เคล็ด ลับวิชาทั้ง 16 ประการและเคล็ดลับพิเศษในการบริหารแกว่งแขนดังได้อธิบายมาทั้งหมดนี้ 
ขอให้ทุกท่านอ่านทบทวนจนเข้าใจแจ่มแจ้งดีแล้วจึงลงมือปฏิบัติ จะทำให้ได้รับผลยอดเยี่ยมครบสมบูรณ์

ข้อแนะนำ

การ แกว่งแขนต้องอาศัยความอดทน การแกว่งแขนแต่ละครั้งจะมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคนว่า อ่อนแอหรือแข็งแรงเพียงใด อย่าใจร้อน อย่าฝืน แต่ก็ไม่ไช่ทำตามสบาย เพราะหากปล่อยตามใจชอบแล้ว ก็จะขาดความเชื่อมั่นต่อการออกกำลังกาย และจะไม่บังเกิดผลเมื่อเริ่มปฏิบัติอย่าออกแรงหักโหมมากเกินไปให้แกว่งไปตาม ปกติทำอย่างนิ่มนวล ไม่ใช่แกว่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ควรทำจิตใจให้เป็นสมาธิ อย่าฟุ้งซ่าน ถ้าหากไม่มีสมาธิแล้วเลือดก็จะหมุนเวียนสับสนไม่เป็นระเบียบ ทำให้การปฏิบัติไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่
กายบริหารแกว่งแขนนี้เมื่อปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำสามารถบำบัดโรคร้ายแรงและเรื้อรังต่างๆ ให้หายได้
ส่วน ผู้ที่มีร่างกายปกติ หากปฏิบัติเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพพลานามัยให้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้อารมณ์แจ่มใสจิตใจเบิกบานและเป็นสุขหลังจากการทำกายบริหารแกว่งแขน แล้ว ควรเดินพักตามสบายเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ
แค่ขยับ = ออกกำลังกาย สุขภาพดีไม่มีขายถ้าอยากได้ต้องทำเอา

อ้างอิง