แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สำนวนไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สำนวนไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สำนวนไทย: จับได้คาหนังคาเขา

เมื่อวานผมได้ดูหนังต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ที่ตัวเอกของเรื่องพาเด็กไปเดินเที่ยว แล้วเด็กเกิดปวดฉี่ขึ้นมากะทันหัน เขาจึงพาเด็กไปขอเข้าห้องน้ำที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า บริกรของร้านไม่ยอมให้เข้า พร้อมกับไล่ให้ไปที่อื่น  ด้วยความโกรธ พ่อหนุ่มนั่นจึงพาเด็กไปยืนฉี่ใส่ประตูไม้หรูที่ด้านข้างของร้านอาหารนั้นซะเลย (นัยว่าเพื่อเป็นการระบายแค้น)  ทีนี้เด็กฉี่ไม่ออก เพราะความกลัวหรือความอายก็ไม่ทราบได้  พ่อหนุ่มเลยยืนฉี่เป็นเพื่อน  ขณะที่กำลังยืนฉี่กันอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น บริกรของร้านก็เดินมาจ๊ะเอ๋เข้าพอดี

เหตุการณ์อย่างนี้แหละครับที่เรียกว่า (ถูก)จับได้คาหนังคาเขา

สำหรับที่มาของสำนวนไทยนี้ สันนิษฐานว่ามาจากในสมัยก่อน ที่มีโจรลักวัวควายเขาฆ่า (เพื่อเอาเนื้อ หนัง และเขาไปขาย)  แล้วโจรถูกจับได้ โดยที่หนังและเขายังคามืออยู่  หมายความว่าทำผิดแล้วถูกจับได้ พร้อมของกลางอยู่ที่ตัว (หรือมีหลักฐานอยู่ตรงหน้า หรือเห็นการกระทำผิดซึ่งหน้า) ครับ

ส่วนสำนวนภาษาอังกฤษที่ตรงกับสำนวนไทยนี้ก็คือ Catch Red-handed ครับ แต่เวลานำไปใช้ เรามักจะใช้ว่า Caught red-handed ครับ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ เรามักจะใช้มันในรูป passive voice (ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ) ครับ ยกตัวอย่างเช่น  The thief was caught red-handed. (เจ้าหัวขโมยถูกจับได้คาหนังคาเขา)

ครับ ไหนไหนก็พูดเรื่อง Catch (กับ Caught) แล้ว ผมขอแถมอีกสำนวนนึงก็แล้วกัน  Catch with One’s Pants Down  สำนวนนี้หมายถึง การตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าละอาย หรือน่าขายหน้า ครับ ซึ่งดูที่คำที่ใช้ว่า pants down ก็แปลว่ากางเกงหลุด นี่ก็พอจะเดาความหมายได้แล้วว่าต้องขายหน้าแน่นอน  และเวลาที่คุณผู้อ่านนำไปใช้ ก็จะต้องใช้หลักการเดียวกันกับสำนวนแรกเช่นกันครับ คือ ต้องใช้ในรูป passive voice ยกตัวอย่างเช่น The singer did not prepare well, therefore he was caught with his pants down at the concert.  (นักร้องคนนั้นเตรียมตัวมาไม่ดี ดังนั้นเขาจึงต้องขายหน้ากลางงานแสดงคอนเสิร์ต)

สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สำนวนภาษาอังกฤษ: Running on Empty

ในช่วงนี้ผมรู้สึกว่าแผนงานส่วนตัวที่วางไว้ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่ พอมีเวลาและจะเริ่มลงมือทำ ก็มักจะมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรกเสมอ จนงานไม่ค่อยเดินหน้าเท่าที่ควร

กลัวเหมือนกันครับว่าถ้าไม่รีบลงมือทำให้เสร็จเสียที เดี๋ยวเราจะหมดไฟไปเสียก่อน  เมื่อผมนึกมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงสำนวนภาษาอังกฤษอันหนึ่งที่ว่า "Running on Empty"

สำนวนนี้มีความหมายว่า "ขาดความกระตือรือล้น" หรือว่า "หมดไฟ" (ที่จะทำอะไร) นั่นเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สำนวนภาษาอังกฤษ: Walk the Talk

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน
ช่วงฤดูร้อน (แต่ฝนดันตกหนัก) ที่ผ่านมา เป็นอย่างไรกันบ้างครับ

อีกไม่นานก็จะถึงวันเลือกตั้งกันแล้ว คุณผู้อ่านก็คงจะได้เห็นสโลแกน และแคมเปญของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ เยอะแยะไปหมด  ขับรถหรือนั่งรถเมล์ไปก็ไล่อ่านไปตามเสาไฟฟ้ากันจนเคลิ้มไปหมด

พออ่านไปเรื่อยๆ อยู่ๆ ก็มีคำถามผุดขึ้นมาในหัวของผมว่า แคมเปญต่างๆ ที่นักการเมืองบอกว่าจะทำให้ประชาชนนั้น จะมีซักกี่เรื่องที่จะทำให้ประชาชนจริงๆ

พอนึกมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เลยนึกถึงสำนวนภาษาอังกฤษขึ้นมาได้อันนึงครับ ก็เลยเอามาแบ่งปันให้คุณผู้อ่าน

สำนวนที่ว่านี้คือ Walk the Talk ครับ สำนวนนี้มีความหมายว่า "อย่าดีแต่พูด (โม้)  ให้ลงมือทำเลย" หรือเป็นการ "ทำตามที่สัญญาเอาไว้"

หลังจากที่เราได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว เราจะมาดูกันว่า นักการเมืองเค้าจะ walk the talk รึเปล่าน้า ;D

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สำนวนภาษาอังกฤษ: Off the Hook

เมื่อวานหลายท่านคงได้ยินข่าวพรรคการเมืองหนึ่งรอดพ้นจากการถูกยุบพรรค  วันนี้ผมก็เลยได้สำนวนสำนวนหนึ่งมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟัง

เริ่มจากศัพท์ในสำนวนก่อนนะครับ  Hook ก็คือ เบ็ดตกปลานั่นเอง  สำนวน Off the Hook นี้ พื้นฐานเค้าเอามาจากการตกปลาครับ ซึ่งหมายถึง เมื่อปลากินเหยื่อ (ที่เกี่ยวไว้กับเบ็ด) แล้วเราดึงเบ็ดขึ้นมา แล้วปลาดิ้นหลุดออกจากเบ็ดได้ นั่นแหละครับ (Off the Hook).

ทีนี้พอเอามาใช้เป็นสำนวน ก็เลยมีความหมายว่า Out of Trouble คือ พ้นเคราะห์ รอดพ้นอันตราย หรือ หลุดพ้นจากสถานะการณ์ลำบาก นั่นเอง

ไหนๆ วันนี้ก็พูดเรื่องนี้แล้ว ก็ขอแถมความหมายของคำแสลงของ Hook ด้วยก็แล้วกันนะครับ
คำว่า Hooked ในประโยคอย่างเช่น You're hooked (on something) แปลว่า "นายน่ะติดมันจนหน้ามืดตามัวไปแล้ว" หรือว่าเราจะใช้คำว่า "ถูกหลอกให้หลงไหล" หรือ "งมงาย" มาแทนคำว่า "ติดมันจนหน้ามืดตามัว" ก็ได้ครับ

เรามักจะใช้คำนี้กับคนที่ติดอะไรซักอย่าง เช่น ติดยาเสพติด ติดเหล้า หลงหญิง อะไรทำนองนี้แหละครับ

สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สำนวนภาษาอังกฤษ: Bitter Pill

สวัสดีครับ วันนี้ไม่พูดพล่ามทำเพลงแล้วนะครับ เริ่มกันเลย

คุณผู้อ่านเคยไม่ชอบอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องทำใจยอมรับสิ่งที่ไม่ชอบ หรือต้องอดทนกับมันมั้ยครับ นี่แหละครับที่ฝรั่งเค้าใช้สำนวน Bitter pill 

สำนวน Bitter pill ถ้าแปลตรงตัวก็คือ ยาขม (ยามีรสขม) นั่นเอง และเราจะใช้สำนวนนี้ในกรณีที่เราเจอเข้ากับ "บางสิ่งที่เราไม่ชอบ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับ หรืออยู่ในสภาวะจำยอมที่ต้องอดทนกับมัน" เปรียบได้กับยาที่ถึงแม้จะมีรสขม แต่เราก็ต้องกินเพื่อรักษาโรคนั่นเอง

และสำนวนนี้ก็จะคล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า "หวานอม ขมกลืน" ครับ

ขอบคุณและสวัสดีที่ติดตามครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

สำนวนภาษาอังกฤษ: Go round in circles

ต้องขออภัยด้วยครับที่หายไปนาน ติดภารกิจอีรุงตุงนัง งานโน้นงานนี้ทั้งราษฎร์และหลวง (งานนะครับ อย่าคิดเป็นอย่างอื่น)

และเพราะงานเยอะนี่เอง ก็เลยหัวหมุน บางครั้งก็ถึงกับหลงๆ ลืมๆ ย้ำคิดย้ำทำเลยทีเดียว

แถมบางงานก็ยากมาก ทำไปทำมาอยู่ตั้งหลายรอบ แต่งานก็ไม่เดินหน้าซักที
แบบนี้แหละครับ ที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า Go round in circles ที่หมายถึงการทำเรื่องเดิม ซ้ำไปซ้ำมา แต่งานนั้นก็ไม่คืบหน้าซักที  หรือที่เราใช้สำนวนไทยว่า พายเรือในอ่าง นั่นเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สำนวนภาษาอังกฤษ: Morning, noon and night

เมื่อต้นอาทิตย์ มีเพื่อนคนนึงในเฟซบุ๊ก แนบลิ้งค์ฟังเพลงเพราะในอดีต ที่ชื่อเพลงว่า พรหมลิขิต มาให้ฟัง แล้วกลายเป็นว่าโดนเพื่อนอีกคนแซวว่าแก่  ก็แซวกันไปตามประสาเพื่อน  แต่การแซวครั้งนั้นกลับมาสะกิดให้ผมนึกถึงเพลงอีกเพลงนึงที่เก่ากว่าซะอีก

เพลงที่ว่านั่นก็คือเพลง ขวัญเรียม จากภาพยนต์เรื่อง "แผลเก่า" นั่นเอง  เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายของเพลงนี้เค้าร้องว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ขวัญลงเล่นกับเรียม 

สำนวน Morning, noon and night ก็เปรียบได้กับคำภาษาไทย เช้า สาย บ่าย เย็น นี่แหละครับ (แต่คุณผู้อ่านจะใช้คำว่า เช้า สาย บ่าย ค่ำ ก็ไม่ผิดครับ) ความหมายของสำนวนทั้งสองภาษานี้ก็เหมือนกันคือแปลว่า ทุกเวลา หรือ ตลอดเวลา ครับ 

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมขอยกตัวอย่างประโยคหวานๆ ซักประโยคนึงก็แล้วกันนะครับ
 I miss you morning, noon and night.  ซึ่งก็แปลว่า ผมคิดถึงคุณตลอดเวลา  

เป็นยังไงครับ หวานจนเลี่ยนมั้ย :)

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สำนวนภาษาอังกฤษ: To make ends meet

เฮ้อ! สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน แต่ทำงานมากี่ปีต่อกี่ปีเงินเดือนก็ยังได้เท่าเดิม ช่วงปลายเดือนทีไรดูเหมือนว่าเงินจะไม่ค่อยพอใช้ จะซื้อของกินของใช้ก็ต้องกระเหม็ดกระแหม่ รัดเข็มขัดเสียจนหน้าเขียว 

ผมคิดว่าคุณผู้อ่านหลายคน ก็คงจะเคยรู้สึกอย่างนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย  นี่แหละครับเป็นที่มาของสำนวนวันนี้ To make ends meet 

จากสำนวนนี้ ถ้าแปลกันตรงตัว คุณผู้อ่านก็คงจะยังไม่เห็นภาพชัดเจนนัก (แปลตรงตัวได้ว่า จับเอาปลายมาชนกัน)  ดังนั้นเรามาดูความหมายที่แท้จริงกันเลยดีกว่านะครับ  ฝรั่งเค้าใช้สำนวนนี้ในความหมายที่ว่า (ทำงาน)หาเงินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย  ซึ่งก็จะตรงกับสำนวนไทยที่ว่า ชักหน้าให้ถึงหลัง นั่นเองครับ

และถ้าคุณผู้อ่านต้องการจะพูดว่า ชักหน้าไม่ถึงหลัง ล่ะก็ คุณผู้อ่านก็ต้องใช้ว่า Unable to make ends meet นะครับ  สำหรับผม ตอนนี้ก็ต้องขอตัวไปทำบัญชีรายรับรายจ่ายง่ายๆ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายก่อนนะครับ

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สำนวนภาษาอังกฤษ: bird in the hand is worth two in the bush

หมายเหตุ  สำนวน นั้นในภาษาอังกฤษเรียกว่า idioms
ซึ่งหมายถึง วลี (ถ้อยคำ) ที่นำมาเรียบเรียงให้มีความหมายพิเศษ หรือความหมายเพื่อการเปรียบเทียบ
 
วันนี้สำนวนภาษาอังกฤษกลับมาอีกเช่นเคย หลังจากคราวที่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ แล้วแฟนๆ ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ สงสัยจะเขียนยาวไป

Bird in the hand is worth two in the bush เป็นสำนวนที่ถ้าแปลตามภาษาอังกฤษ ก็จะได้เป็นว่า นก(หนึ่งตัว)ที่อยู่ในมือ มีค่ามากกว่านกสองตัวที่อยู่ในพุ่มไม้

สำนวนนี้ ฝรั่งเค้าใช้ในความหมายที่ว่า ของที่อยู่ในมือ นั้นแน่นอนกว่าของที่มีค่ามากกว่าแต่เราอาจจะไปเอามาไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรเสี่ยงยอมสูญเสียสิ่งที่อยู่ในมือ เพื่อแลกกับสิ่งที่เราอยากจะได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้รับหรือไม่

ฮั่นแน่ เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณผู้อ่านก็คงจะทราบแล้วว่า สำนวนนี้ตรงกับคำพังเพยของไทย ที่ว่า กำขี้ดีกว่ากำตด นั่นเองครับ

สวัสดีครับ :)