วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง: Hand-me-down

วันนี้มาชวนไปฟังเพลงเพราะอีกเพลงนึงนะครับ  เพลงนี้สะดุดใจผมตั้งแต่เห็นชื่อเพลงแล้วครับ

ชื่อเพลง "Hand me down" แปลว่า ของมือสอง หรือของใช้แล้ว ซึ่งจะใช้กับสินค้า หรือคน ก็ได้ครับ โดยถ้าใช้กับคน ก็จะสื่อความรู้สึกของผู้พูดไปในทางลบ ถากถาง เช่น ผู้ชายมือสอง ผู้หญิงมือสอง  แต่ถ้าใช้กับสินค้า เช่น เสื้อผ้า ก็หมายถึงเป็นของมือสอง ที่เราไปซื้อมาใช้อีกทอดนึง ครับ

สำหรับความหมายของเพลงนี้ ก็มีคนตีความแตกต่างกันไป เป็นสองความคิดเห็นครับ  กระแสนึงก็บอกว่าเป็นการพูดถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนักระหว่างพ่อกับลูก ที่ผู้พ่อ (ในที่นี้คือ Bob Dylan นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง) ประสพความสำเร็จมากในอาชีพ และไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัว  จึงเป็นสาเหตุให้  Jacob Dylan (คนที่แต่งและร้องเพลงนี้ ซึ่งเค้าเป็นลูกชายของ Bob Dylan) เติบโตขึ้นมาแบบไม่ค่อยสนิทสนมกับพ่อนัก และ Jacob จึงแต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพื่ออุปมาอุปไมยความรู้สึกของเค้าที่มีต่อพ่อ

ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อร้องของเพลงนี้อีกกระแสนึง ก็ตีความแบบตรงไปตรงมาจากเนื้อเพลงเลย ซึ่งก็คือ เนื้อเพลงพูดถึง ตัวตุ๊กตาที่ตั้งโชว์ไว้ ว่ามันเป็นของที่ไม่ค่อยมีค่าในสายตาและความคิดของเจ้าของอีกต่อไป ดังนั้นเจ้าของก็จะเอาไปขายและหาซื้อตัวใหม่มาแทน

แล้วคุณผู้อ่านคิดอย่างไรกับเนื้อหาของเพลงนี้กันบ้าง ก็โปรดให้ความคิดเห็นกันด้วยนะครับ :)




Lyrics: Hand me Down (by The Wallflowers)

You won't ever amount too much
You won't be anyone
Now tell me what you were thinking of
How could you think you would be enough
It's not that you have stayed too long
And it's not that you've done something wrong
It's not your fault
That you embarass us all

You're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you won't ever make us proud

You've been used by an army of kings
You've been touched by lips of a queen
Now we've all made good use of you
But you won't be needed again

So why don't you move and let someone else in
And make some room for a new harlequin
'Cause you never know
When you'll disappoint us again

You're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you won't ever make us proud

Now you're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you could never make us proud
Hand me down

Now look at you with your worn out shoes
Living proof evolution is through
We're stuck with you
Revolution is doomed

'Cause you're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you could never make us proud

You're a Hand me down
It's better when you're not around
You feel good
And you look like you should
But you won't ever make us proud.

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สำนวนไทย: จับได้คาหนังคาเขา

เมื่อวานผมได้ดูหนังต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ที่ตัวเอกของเรื่องพาเด็กไปเดินเที่ยว แล้วเด็กเกิดปวดฉี่ขึ้นมากะทันหัน เขาจึงพาเด็กไปขอเข้าห้องน้ำที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า บริกรของร้านไม่ยอมให้เข้า พร้อมกับไล่ให้ไปที่อื่น  ด้วยความโกรธ พ่อหนุ่มนั่นจึงพาเด็กไปยืนฉี่ใส่ประตูไม้หรูที่ด้านข้างของร้านอาหารนั้นซะเลย (นัยว่าเพื่อเป็นการระบายแค้น)  ทีนี้เด็กฉี่ไม่ออก เพราะความกลัวหรือความอายก็ไม่ทราบได้  พ่อหนุ่มเลยยืนฉี่เป็นเพื่อน  ขณะที่กำลังยืนฉี่กันอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น บริกรของร้านก็เดินมาจ๊ะเอ๋เข้าพอดี

เหตุการณ์อย่างนี้แหละครับที่เรียกว่า (ถูก)จับได้คาหนังคาเขา

สำหรับที่มาของสำนวนไทยนี้ สันนิษฐานว่ามาจากในสมัยก่อน ที่มีโจรลักวัวควายเขาฆ่า (เพื่อเอาเนื้อ หนัง และเขาไปขาย)  แล้วโจรถูกจับได้ โดยที่หนังและเขายังคามืออยู่  หมายความว่าทำผิดแล้วถูกจับได้ พร้อมของกลางอยู่ที่ตัว (หรือมีหลักฐานอยู่ตรงหน้า หรือเห็นการกระทำผิดซึ่งหน้า) ครับ

ส่วนสำนวนภาษาอังกฤษที่ตรงกับสำนวนไทยนี้ก็คือ Catch Red-handed ครับ แต่เวลานำไปใช้ เรามักจะใช้ว่า Caught red-handed ครับ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ เรามักจะใช้มันในรูป passive voice (ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ) ครับ ยกตัวอย่างเช่น  The thief was caught red-handed. (เจ้าหัวขโมยถูกจับได้คาหนังคาเขา)

ครับ ไหนไหนก็พูดเรื่อง Catch (กับ Caught) แล้ว ผมขอแถมอีกสำนวนนึงก็แล้วกัน  Catch with One’s Pants Down  สำนวนนี้หมายถึง การตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าละอาย หรือน่าขายหน้า ครับ ซึ่งดูที่คำที่ใช้ว่า pants down ก็แปลว่ากางเกงหลุด นี่ก็พอจะเดาความหมายได้แล้วว่าต้องขายหน้าแน่นอน  และเวลาที่คุณผู้อ่านนำไปใช้ ก็จะต้องใช้หลักการเดียวกันกับสำนวนแรกเช่นกันครับ คือ ต้องใช้ในรูป passive voice ยกตัวอย่างเช่น The singer did not prepare well, therefore he was caught with his pants down at the concert.  (นักร้องคนนั้นเตรียมตัวมาไม่ดี ดังนั้นเขาจึงต้องขายหน้ากลางงานแสดงคอนเสิร์ต)

สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง: Studebaker (by Warren Zezon)

สำหรับอาทิตย์นี้ก็ยังคงนำเสนอเพลงเพราะมาให้ทุกท่านได้ฟังกันนะครับ

เพลง Studebaker นี้เป็นการรำพึงรำพันของนักร้อง เกี่ยวกับรถยนต์คู่ใจที่ "สวยแต่รูป จูบไม่หอม"  :)   สามวันดี สี่วันเจ๊ง จะขับไปไหนที เดี๋ยวไอ้นั่นก็เสีย ไอ้นี่ก็พัง

ซึ่งถ้าอ่านแต่เนื้อเพลงอย่างเดียว ทุกท่านก็คงจะขอผ่าน เพราะไม่น่าสนใจซะเลย แต่ทีเด็ดของเพลงนี้คือดนตรีครับ เมโลดี้สวยงามมาก ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าเนื้อร้องจะสวนทางกับดนตรีขนาดนี้  พอฟังไปฟังไปบ่อยๆ เข้า ก็เลยทำให้เข้าใจผู้แต่งเพลงนี้แล้วว่า ความรู้สึก "ทั้งรัก ทั้งเจ็บ" เป็นยังไง

ลองไปฟังกันดูนะครับ :)




                    Studebaker
Originally recorded by Warrens son Jordan for the "Enjoy Every Sandwich" tribute album, 
this is a song that Warren wrote and never released.

G D Em C G D Em C

    G                               D
I left my home in Monterey, just another low prospects man
     Am                                 Em
I'd rather work in a foundry than put fishes in a can
     C                 G                D
I'm thirty-five and I haven't traveled far
          Am                                     Em   C
And I've spent all my money on this misbegotten car

    Bm                         C
I'm up against it all like a leaf against the wind
           C        Em                 C
And this Studebaker keeps on breaking down again
    Am   G    D         C        G
My Studebaker keeps on breaking down again
   G7                                C
I thought I'd go to Fresno just to see my friend
        D    G    C     G        D             G
But my damn Studebaker keeps on breaking down again

D Em C G D Em C

        G                                     D
I was speeding south on ninety-nine when the manifold started smokin'
   Am                            Em            C
I ran her off the shoulder, and now the axle's broken
                      G                     D
It made a sound that cracked my heart in half
          Am                             Em   C
And with only half a half pint of vodka left

I'm up against it all like a leaf against the wind
And this Studebaker keeps on breaking down again
My Studebaker keeps on breaking down away
I thought I'd go to Fresno just to see my friend
But my damn Studebaker keeps on breaking down again

G D Em C G D Em C

     G         Em                 C
My Studebaker keeps on breaking down again
    Am   G     D        C        G
My Studebaker keeps on breaking down again
    G7                                 C
I thought I'd go to Fresno just to see my friend
        D     G   C      G       D              G
But my damn Studebaker keeps on breaking down again

G D Em C G D Em C

Thanks to the lyrics source: http://tabs.ultimate-guitar.com/w/warren_zevon/studebaker_crd.htm

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง: Don't Let Us Get Sick

เพลงความหมายดีๆ มีมาให้ฟังอีกแล้วครับ คราวนี้เป็นเพลงของ Warren Zevon ชื่อเพลงว่า
Don't Let Us Get Sick.

สำหรับเพลงนี้ ผมขอตั้งชื่อเพลงเป็นภาษาไทยเองว่า  คำอธิษฐานของหนูน้อย
เนื้อเพลงอยู่ด้านล่างนะครับ สังเกตุเนื้อเพลงท่อนที่สอง ที่เขียนว่า "I thought of my friends
And the troubles they've had. To keep me from thinking of mine." ซึ่งพอจะแปลหลวมๆได้ว่า "ความทุกข์ที่เพื่อนของหนูได้รับ มันทำให้หนูลืมความทุกข์ของหนูไปเลย" ความหมายของมันก็ค่อนข้างตรงตัวและใช้เตือนใจเราได้ดี ว่าถ้าเราคิดว่าเราทุกข์สุดๆแล้ว ให้ลองมองผู้คนรอบๆตัวบ้าง แล้วเราอาจจะเห็นว่ามีคนที่ทุกข์หนักกว่าเราอีกมากมาย
สุขและทุกข์อยู่ที่ใจครับ ขอให้มีความสุขกันทุกคนนะครับ


"Don't Let Us Get Sick" by Warren Zevon, Sang by Jill Sobule

Don't let us get sick
Don't let us get old
Don't let us get stupid, all right?
Just make us be brave
And make us play nice
And let us be together tonight

The sky was on fire
When I walked to the mill
To take up the slack in the line
I thought of my friends
And the troubles they've had
To keep me from thinking of mine

Don't let us get sick
Don't let us get old
Don't let us get stupid, all right?
Just make us be brave
And make us play nice
And let us be together tonight

The moon has a face
And it smiles on the lake
And causes the ripples in Time
I'm lucky to be here
With someone I like
Who maketh my spirit to shine

Don't let us get sick
Don't let us get old
Don't let us get stupid, all right?
Just make us be brave
And make us play nice
And let us be together tonight.

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ภาษาอังกฤษวันละนิด: ศัพท์ทางการทหาร ตอนที่ 2

สวัสดีครับ  ครั้งนี้เรามาต่อภาค 2 เกี่ยวกับศัพท์ทางการทหารกันนะครับ

Rendezvous: คำนี้มาจากคำฝรั่งเศส ครับ จึงอ่านออกเสียงเป็น ร้อน-เด่-หวู่  แปลว่า จุดนัดพบ

Klick เป็นคำแสลงทางการทหารของคำว่า Kilometer ครับ ซึ่งก็คือ กิโลเมตร นั่นเอง คำนี้มีการใช้กันมากในช่วงสงครามเวียตนาม ครับ

Affirmative: คำนี้เป็นการขานรับคำสั่ง หรือคำขอร้อง ว่าจะปฏิบัติตามที่ร้องขอ  เป็นคำที่นำมาใช้ในทางการทหารแทนคำว่า ok หรือ yes นั่นเองครับ

Recon: คำนี้เป็นคำย่อมาจากคำว่า reconnaissance หมายถึง การลาดตระเวณ การสอดแนม (เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับข้าศึก และ/หรือ สมรภูมิรบ)

Roger: รับทราบ เรามักจะได้ยินเค้าพูดคำนี้ในเวลาที่ติดต่อกันทางวิทยุสื่อสารครับ คำนี้ใช้เพื่อเป็นการยีนยันว่าได้รับและเข้าใจข้อความที่ผู้พูดอีกฝั่งส่งมา ครบถ้วน

SAM: คำนี้อ่านเป็น "แซม" ได้เลยครับ SAM เป็นคำย่อมาจากคำว่า Surface-to-Air Missile แปลว่า จรวดนำวิถีจากภาคพี้นสู่อากาศ ครับ (แต่คำนี้ไม่ได้มาจากหนังเรื่อง I am Sam นะครับ  "แซม" ในหนังเป็นชื่อของตัวเอกของเรื่องครับ) สำหรับเรื่องจรวดนำวิถีนั้นก็ไม่ได้มีแต่จากภาคพื้นสู่อากาศนะครับ จรวดจากอากาศสู่ภาคพื้นก็มี ซึ่งเค้าเรียกว่า Air-to-Surface Missile  คำย่อก็คือ ASM (อ่านตรงตัวว่า เอเอสเอ็ม) นั่นเอง หรือจะใช้อีกคำหนึ่งก็ได้ คือ Air-to-Ground Missile (AGM อ่านว่า เอจีเอ็ม) ครับ

coup de grace เป็นคำฝรั่งเศสอีกคำหนึ่งครับ อ่านว่า คู-เดอ-กราซ  แปลเป็นภาษาอังกฤษตรงตัวว่า "blow of mercy" การฆ่าเพื่อจบชีวิตคนที่กำลังทรมานจากอาการบาดเจ็บ  (ทำนองว่า ยิงนัดเดียวให้ตายสนิท จะได้ไม่ทรมาน)

coup d'état คำนี้ก็เป็นภาษาฝรั่งเศสอีกเช่นกันครับ อ่านว่า คู-เด-ท่า  คำนี้จะฮิตในประเทศไทยของเราเป็นช่วงๆ ครับ และเรามักจะเห็นในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ  คำนี้แปลว่า การรัฐประหาร ครับ ซึ่งหมายถึงการล้มล้างรัฐบาลที่บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น ครับ

และคำสุดท้ายสำหรับหัวข้อในวันนี้ก็คือ stand fast  คำนี้เป็นคำสั่งครับ เป็นการสั่งให้หยุดการกระทำที่กำลังทำอยู่นั้นทันที เรามักจะได้ยินผู้บังคับบัญชาใช้คำนี้กับผู้ใต้บังคับบัญชาครับ

สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภาษาอังกฤษวันละนิด: ศัพท์ทางการทหาร ตอนที่ 1

ครับ ช่วงนี้ผมได้ดูหนังแนวสงครามของฝรั่งหลายเรื่อง และรู้สึกว่ามีศัพท์ทางการทหารที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย  ผมก็เลยขอนำเสนอคำศัพท์ที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

เรามาเริ่มกันด้วยคำว่า mission กันนะครับ  คำนี้โดยทั่วไปจะแปลว่า งานหรือหน้าที่ที่มอบหมายให้บุคคลหรือกลุ่มคนไปกระทำ หรือถ้าจะแปลให้กระชับก็ใช้คำว่า ภารกิจ ครับ

วลีที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ในหนังแนวสงคราม ที่มีคำนี้ปนอยู่ด้วยก็คือ Mission Accomplished ซึ่งแปลว่า ปฏิบัติภารกิจลุล่วงแล้ว  และอีกวลีหนึ่งที่ได้ยินบ่อยๆ ด้วยก็คือ Mission Aborted ที่แปลว่า ยกเลิกภารกิจ

คำต่อไปคือ ETA  คำนี้เป็นตัวย่อมาจากคำว่า Estimated Time of Arrival  เวลาเราพูด ก็จะพูดว่า อีทีเอ (ไม่อ่านว่า เอต้า นะครับ) คำนี้แปลว่า เวลาที่คาดการณ์ไว้ว่าจะถึงที่หมาย  ยกตัวอย่างเช่น เวลาทหารโดยสารเฮลิคอปเตอร์ไปปฏิบัติภารกิจ  คนขับฮอ (ฮอ คือชื่อย่อของ เฮลิคอปเตอร์) จะประกาศว่า "ETA 15:00 Zulu Time."  อันนี้จะแปลว่า "(ฮอลำนี้จะถึงที่หมายตอน) เวลาประมาณ บ่ายสามโมง"

ในประโยคข้างต้นนี้ก็มีคำที่น่าสนใจอีกสองคำครับ คือการอ่านเวลา 15:00 และคำว่า Zulu Time.  การอ่าน หรือการประกาศเวลาในทางการทหารนั้น เค้ามักจะอ้างอิง เขตเวลาสากล GMT +0 (GMT ย่อมาจากคำว่า Greenwich Mean Time อ่านว่า กรีนิช มีน ไทม์) ซึ่งนั่นก็คือ Zulu Time ครับ  โดยที่คำ Zulu นั้นก็ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรมากไปกว่าว่ามันเป็นการสะกดตัวอักษรภาษาอังกฤษแทนตัว "Z" นั่นเอง (สำหรับวิธีการสะกดชื่ออักษรภาษาอังกฤษ ผมได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ครับ คลิ้กที่นี่ )

สำหรับการอ่านเวลา ทางการทหารจะอ่านเวลาในแบบที่เรียกว่า 24-hour clock  (นาฬิกา 24 ชั่วโมง) ซึ่งในตัวอย่าง 15:00 จะอ่านเป็น fifteen-zero-zero หรือจะอ่านว่า fifteen-hundred ก็ได้ครับ หรือถ้าเป็น 06:00 อันนี้จะอ่านว่า zero-six-zero-zero หรือ zero-six-hundred ก็ไม่ผิดแต่ประการใดครับ แต่คุณผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า เวลาที่เราจะเขียนหรืออ่านเวลาที่มีเลขเดี่ยว (ตั้งแต่ 0-9) เราจะต้องเขียน และอ่านเลข 0 นำหน้าเสมอ ครับ เพื่อเป็นการป้องกันการสื่อสารคลาดเคลื่อน

วันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเรามาต่อภาค 2 กันเร็วๆ นี้ครับ  น่าสนใจไม่แพ้กันแน่ๆ  ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ :)

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภาษาอังกฤษวันละนิด: การสะกดชื่อตัวอักษรภาษาอังกฤษ

สวัสดีครับ
เมื่อหลายวันก่อน ได้มีโอกาสโทรศัพท์ติดต่อกับชาวอเมริกัน แล้วเค้าถามอีเมล์ของผม ผมก็บอกชื่ออีเมล์ของผมไปโดยการสะกดตัวอักษรภาษาอังกฤษออกไปทีละตัว  แต่เมื่อผู้ฟังทวนชื่ออีเมล์ให้ผมฟัง ปรากฏว่าชื่ออีเมล์ผิดครับ

ทีนี้ผมก็เลยนึกขึ้นได้ถึงวิธีการที่เค้านิยมใช้กันเป็นสากล เวลาที่เค้าบอกชื่อกันทางโทรศัพท์ หรือทางวิทยุสื่อสาร ซึ่งในอดีตเค้าใช้วิธีการสะกดคำแบบนี้ในทางการบินและการทหารครับ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในการสื่อสารกัน  

เรามาดูวิธีการกันครับ

อันดับแรก เราต้องทราบก่อนว่า ตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัว (และตัวเลข) จะมีคำที่ใช้ในการบอกแทนว่าอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นตามตารางที่แสดงอยู่ด้านล่างนี้ครับ  ผมแนะนำให้คุณท่องตามตารางนี้ไปใช้ได้เลยครับ

สำหรับคำอ่านที่อยู่ในตาราง ผมพยายามสะกดให้อ่านเป็นสำเนียงที่ใกล้เคียงกับการออกเสียงของคนอเมริกันเลยนะครับ  ตัวสะกดอาจดูแปลกๆ หน่อย แต่ถือว่านำไปใช้ได้ครับ


อันดับต่อมา ก็คือการพูดบอกชื่ออะไรก็ตาม ด้วยการบอกคำอ่านของตัวอักษรเหล่านั้นครับ ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการบอกชื่อของตัวเองออกไปว่า Opas ผมก็จะบอกว่า "My name is OPAS. Let me spell that out for you.  Oscar-Papa-Alpha-Sierra".  วิธีนี้จะช่วยลดความผิดพลาดในการสื่อสารได้มากเลยครับ  โดยเฉพาะหากเราต้องการบอกชื่อยาวๆ เช่น ชื่ออีเมล์  ผมขอยกตัวอย่างโดยใช้อีเมล์ของผมเลยก็แล้วกันนะครับ "My email address is opas.thongsujaritkull@gmail.com.  Let me spell that out for you.  Oscar-Papa-Alpha-Sierra-dot-Tango-Hotel-Oscar-November-Golf-Sierra-Uniform-Juliet-Alpha-Romeo-India-Tango-Kilo-Uniform-Lima-Lima-At Sign-Golf-Mike-Alpha-India-Lima-dot-Charlie-Oscar-Mike."

สำหรับกรณีที่เราบอกอีเมล์ เครื่องหมาย จุด (.) ในอีเมล์เรามักจะเรียกว่า Dot (ดอท) นะครับ และเครื่องหมาย @ นี้ เราจะเรียกว่า At Sign (แอ้ท ไซน์) ครับ  เครื่องหมายทั้งสองอันที่ใช้ในอีเมล์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการกำหนดมาตรฐานตารางรหัสนานหลายปีมาก นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่มีวิธีอ่านเครื่องหมายทั้งสองอันนี้ในตารางด้านบนครับ

และอีกจุดนึงที่อยากจะบอกก็คือว่า สำหรับ ชื่อเมล์เซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ด้านหลัง @ นั้น ถ้าเป็นชื่อที่เราคุ้นเคยกันทั่วไป อย่างเช่น @hotmail.com, @gmail,com, หรือ @yahoo.com เหล่านี้ เราสามารถจะพูดออกไปตามชื่อนั้นได้เลยครับ  เช่น  "My email address is opas.thongsujaritkull@gmail.com.  Let me spell that out for you.  Oscar-Papa-Alpha-Sierra-dot-Tango-Hotel-Oscar-November-Golf-Sierra-Uniform-Juliet-Alpha-Romeo-India-Tango-Kilo-Uniform-Lima-Lima-At Sign-gmail-dot-com"  ฝรั่งเข้าใจแน่นอนครับ :)